---
title: "3 วิกฤตการเงินโลก : บทเรียนที่เราต้องไม่ลืม"
url: "https://www.forexinthai.com/105463/"
type: "post"
author: "ForexInThai"
published: "2024-07-30T01:53:44+07:00"
modified: "2024-10-18T14:43:02+07:00"
excerpt: "สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนและผู้ที่สนใจเรื่องการเงินทุกท่าน วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่น่าสนใจ (และอาจจะน่ากลัวนิดหน่อย) นั่นก็คือ \"วิกฤตการเงินโลก\" ครับ หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อนี้ผ่านหูมาบ้าง แต่ร…"
categories:
  - "พื้นฐาน Forex (Forex Basics)"
---

# 3 วิกฤตการเงินโลก : บทเรียนที่เราต้องไม่ลืม

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนและผู้ที่สนใจเรื่องการเงินทุกท่าน วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่น่าสนใจ (และอาจจะน่ากลัวนิดหน่อย) นั่นก็คือ "วิกฤตการเงินโลก" ครับ หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อนี้ผ่านหูมาบ้าง แต่รู้ไหมครับว่ามันคืออะไร? มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? และที่สำคัญที่สุดคือ มันส่งผลกระทบต่อเราอย่างไรบ้าง?

**วิกฤตการเงินโลกคืออะไร ?**

วิกฤตการเงินโลก คือ สถานการณ์ที่ระบบการเงินของโลก หรือของประเทศใดประเทศหนึ่ง เกิดความปั่นป่วนอย่างหนัก อาจจะเกิดจากปัญหาหนี้สิน ปัญหาในตลาดหุ้น หรือปัญหาในภาคส่วนอื่นๆ ของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ธุรกิจล้มละลาย คนตกงาน และความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจลดลง

**วิกฤตการเงินโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร?**

วิกฤตการเงินโลกสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น:

- **ปัญหาหนี้สิน:** เมื่อหนี้สินของรัฐบาล ธนาคาร หรือบริษัทต่างๆ สูงเกินไปจนไม่สามารถชำระคืนได้
- **ปัญหาในตลาดหุ้น:** เมื่อราคาหุ้นตกลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น
- **ปัญหาในภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจ:** เช่น ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาในตลาดเงินตราต่างประเทศ หรือปัญหาในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์



## **3 วิกฤตการเงินโลกที่สำคัญ และเป็นที่จดจำมากที่สุดก็คือ:**

วิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์โลก มีหลายครั้งที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ที่สำคัญ ได้แก่:

### 1. วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression, 1929-1939):

![วิกฤตการเงินโลก The Great Depression](https://www.forexinthai.com/wp-content/uploads/2024/07/วิกฤตการเงินโลก_The_Great_Depression.webp)เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจทั่วโลกประสบกับความตกต่ำอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนและประเทศต่างๆ ในหลายด้าน ดังนี้:

#### **ต้นเหตุปัญหา:**

1. **ตลาดหุ้นล่มสลาย (Stock Market Crash):**
    - ในวันที่ 29 ตุลาคม 1929 หรือที่รู้จักกันในชื่อ "Black Tuesday" ตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาล่มสลายอย่างรวดเร็ว ราคาหุ้นตกลงอย่างรุนแรง ผู้คนเสียเงินลงทุนจำนวนมาก
2. **การลงทุนและการบริโภคที่มากเกินไป:**
    - ก่อนปี 1929 มีการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างมากมาย โดยใช้เงินกู้มาเป็นเงินลงทุน ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงสูง
    - การบริโภคเกินความจำเป็นและการสร้างหนี้ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างมาก
3. **ระบบการเงินที่ไม่เสถียร:**
    - ธนาคารหลายแห่งมีปัญหาทางการเงิน เนื่องจากการให้กู้เงินที่มีความเสี่ยงสูง และไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดีพอ
    - เมื่อธนาคารล้มละลาย ผู้ฝากเงินสูญเสียเงินออม
4. **นโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด:**
    - การกำหนดอัตราภาษีสูง เช่น Tariff Act of 1930 (Smoot-Hawley Tariff) ที่เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าทำให้การค้าระหว่างประเทศชะลอตัว

#### ผลกระทบ:

1. **การว่างงานและการตกงาน:**
    - อัตราการว่างงานในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถึง 25% ในช่วงปี 1933
    - ผู้คนหลายล้านคนตกงานและไม่มีรายได้
2. **การปิดกิจการ:**
    - บริษัทและธุรกิจจำนวนมากต้องปิดตัวลง เนื่องจากไม่สามารถทำกำไรได้
    - เกษตรกรประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำและไม่สามารถขายสินค้าได้
3. **การสูญเสียทรัพย์สิน:**
    - ครอบครัวหลายครอบครัวสูญเสียบ้านและทรัพย์สิน เนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้ได้
    - ผู้คนต้องอพยพไปหางานทำในพื้นที่อื่น
4. **ปัญหาสุขภาพจิตและสังคม:**
    - ผู้คนประสบกับภาวะความเครียด ความหดหู่ และความสิ้นหวัง
    - ความไม่สงบในสังคมเพิ่มขึ้น เช่น การประท้วงและการกระทำความผิดทางอาญา

#### สรุปเหตุการณ์

- **1929:**
    - **ตุลาคม:** ตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาล่มสลาย (Black Tuesday) ส่งผลให้ผู้คนเสียเงินลงทุนจำนวนมาก
    - เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเริ่มเข้าสู่ภาวะตกต่ำอย่างรวดเร็ว
- **1930:**
    - การปิดกิจการและการตกงานเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมาก
    - การผลิตสินค้าและการบริโภคลดลงอย่างรวดเร็ว
- **1931-1932:**
    - การล้มละลายของธนาคารจำนวนมากทำให้ผู้ฝากเงินสูญเสียเงินออม
    - ความตึงเครียดทางการเมืองและสังคมเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ
- **1933:**
    - อัตราการว่างงานในสหรัฐอเมริกาสูงถึง 25%
    - Franklin D. Roosevelt ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาและเริ่มดำเนินนโยบาย New Deal เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
- **1934-1936:**
    - นโยบาย New Deal ของ Roosevelt เริ่มมีผล ทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวในบางส่วน
    - การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างงานช่วยลดอัตราการว่างงาน
- **1937-1938:**
    - การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงไม่เสถียร และเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำซ้ำอีกครั้ง (Recession of 1937–1938)
    - การปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ
- **1939:**
    - สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้น และการผลิตเพื่อสงครามช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่
    - อัตราการว่างงานลดลงเนื่องจากมีการสร้างงานในภาคการผลิตเพื่อสงคราม



### 2. **วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง พ.ศ. 2540 (Tom Yum Kung Crisis 1997)**

![วิกฤตต้มยำกุ้ง 2540](https://www.forexinthai.com/wp-content/uploads/2024/07/วิกฤตต้มยำกุ้ง-2540-.webp)วิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งนี้เริ่มต้นในประเทศไทย ก่อนลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สาเหตุหลักมาจากการเก็งกำไรค่าเงินบาท การก่อหนี้ต่างประเทศในระดับสูง และปัญหาภายในภาคการเงิน ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย และปัญหาสังคมตามมา

#### ต้นเหตุปัญหา:

- **ปัญหาเชิงโครงสร้าง:**
    - **ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่:** การตรึงค่าเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เงินบาทแข็งค่าเกินจริง ส่งผลให้การส่งออกของไทยลดลง และเกิดภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง
    - **การกู้ยืมเงินตราต่างประเทศ:** ภาคธุรกิจและสถาบันการเงินกู้ยืมเงินตราต่างประเทศในปริมาณมาก โดยไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
    - **ปัญหาฟองสบู่:** การเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ ซึ่งเมื่อแตกออกก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
- **ปัจจัยกระตุ้น:**
    - **วิกฤตการณ์ค่าเงินเปโซในเม็กซิโก (พ.ศ. 2537):** ทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย
    - **การโจมตีค่าเงินบาทของนักเก็งกำไร:** นักเก็งกำไรต่างชาติเริ่มเทขายเงินบาท ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยลดลงอย่างรวดเร็ว

#### ผลกระทบ:

วิกฤตต้มยำกุ้งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง:

- **ค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว:** จาก 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน
- **วิกฤตสถาบันการเงิน:** ธนาคารและบริษัทเงินทุนจำนวนมากต้องปิดกิจการ
- **ภาวะเศรษฐกิจถดถอย:** เศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างรุนแรงในปี 2541
- **หนี้สินภาคเอกชนพุ่งสูง:** เนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนค่า ทำให้ภาระหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก
- **ปัญหาสังคม:** เกิดภาวะว่างงานและความยากจนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

#### สรุปเหตุการณ์

- **พ.ศ. 2537:** วิกฤตการณ์ค่าเงินเปโซในเม็กซิโก
- **พ.ศ. 2539-2540:** นักเก็งกำไรเริ่มโจมตีค่าเงินบาท
- **2 กรกฎาคม 2540:** ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ถือเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตต้มยำกุ้ง
- **พ.ศ. 2541:** เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง
- **พ.ศ. 2542-2543:** เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ
- **พ.ศ. 2544:** ประเทศไทยสามารถชำระหนี้คืนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้หมด



### 3. วิกฤตซับไพรม์ (Subprime Mortgage Crisis) 2008 (พ.ศ. 2551)

วิกฤตซับไพรม์ (Subprime Mortgage Crisis) หรือที่รู้จักกันในชื่อ วิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2007-2008 และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง

![วิกฤตซับไพรม์ Subprime Mortgage Crisis 2008](https://www.forexinthai.com/wp-content/uploads/2024/07/วิกฤตซับไพรม์_Subprime_Mortgage_Crisis_2008.webp)#### **ต้นเหตุปัญหาและลำดับเหตุการณ์:**

- **การปล่อยสินเชื่อซับไพรม์อย่างง่ายดาย**: ช่วงต้นยุค 2000 ธนาคารและสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาปล่อยสินเชื่อบ้านให้กับผู้กู้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ (subprime borrowers) อย่างแพร่หลาย โดยมีเงื่อนไขการกู้ที่ผ่อนปรนและอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วงแรก เพื่อกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์
- **การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization)**: สินเชื่อบ้านเหล่านี้ถูกนำมารวมกันเป็นกลุ่มและแปลงเป็นตราสารทางการเงิน (Mortgage-Backed Securities - MBS) เพื่อขายต่อให้นักลงทุนทั่วโลก ซึ่งทำให้ความเสี่ยงของสินเชื่อเหล่านี้ถูกกระจายออกไป แต่ก็ทำให้ยากต่อการติดตามว่าสินเชื่อใดมีความเสี่ยงสูง
- **การกำกับดูแลที่หละหลวม**: หน่วยงานกำกับดูแลไม่ได้ควบคุมการปล่อยสินเชื่อและการซื้อขาย MBS อย่างเข้มงวด ทำให้เกิดการเก็งกำไรและการประเมินความเสี่ยงที่ผิดพลาด
- **ภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก**: เมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ผู้กู้จำนวนมากไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ ทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้จำนวนมาก ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ MBS ที่เคยมีมูลค่าสูงกลายเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

#### ผลกระทบ

- **วิกฤตการณ์การเงินโลก:** สถาบันการเงินหลายแห่งทั่วโลกที่ถือครอง MBS ขาดทุนอย่างหนัก หลายแห่งล้มละลายหรือต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล วิกฤตการณ์ลุกลามไปยังตลาดการเงินอื่นๆ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
- **ภาวะเศรษฐกิจถดถอย:** เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ผู้คนตกงานจำนวนมาก ธุรกิจปิดตัวลง การค้าระหว่างประเทศหดตัว
- **ความเชื่อมั่นลดลง:** วิกฤตการณ์ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนลดลงอย่างมาก ส่งผลให้การใช้จ่ายและการลงทุนชะลอตัว

#### สรุปเหตุการณ์

- **ก่อนปี 2007:** การปล่อยสินเชื่อซับไพรม์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลาดอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟู
- **2007:** เริ่มมีสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ราคาอสังหาริมทรัพย์เริ่มปรับตัวลดลง
- **2008:** วิกฤตการณ์ซับไพรม์ปะทุเต็มที่ สถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่งล้มละลายหรือต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย**หลังปี 2008:** รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูระบบการเงิน เศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว แต่ยังคงมีความเปราะบางอยู่



## **เราจะเตรียมตัวรับมือกับวิกฤตการเงินโลกได้อย่างไร?**

แม้ว่าเราจะไม่สามารถป้องกันวิกฤตการเงินโลกได้ 100% แต่เราสามารถเตรียมตัวรับมือกับมันได้โดย:

- **สร้างความมั่นคงทางการเงิน:** เก็บออมเงิน สร้างแหล่งรายได้หลายทาง และลดหนี้สิน
- **ลงทุนอย่างระมัดระวัง:** กระจายความเสี่ยงในการลงทุน และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน
- **ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ:** เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจและเตรียมตัวรับมือกับความเสี่ยง

วิกฤตการเงินโลกเป็นเรื่องที่เราต้องไม่ลืม และต้องเตรียมตัวรับมือให้พร้อมเสมอ เพราะมันอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไรก็ได้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ!
