---
title: "รวมคำศัพท์ Forex ที่ใช้ในวงการนักเทรด"
url: "https://www.forexinthai.com/115/"
type: "post"
author: "ForexInThai"
published: "2016-02-20T21:18:33+07:00"
modified: "2024-01-22T00:38:32+07:00"
excerpt: "Forex หรือตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงิน, เป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่และมีความผันผวนสูงที่สุดในโลก. สำหรับผู้ที่เริ่มต้นในการเทรด Forex, การเข้าใจคำศัพท์พื้นฐานเป็นขั้นแรกที่สำคัญ. ในบทความนี้, เราจะแนะนำคำศัพท์ส…"
categories:
  - "เนื้อหาสำหรับผู้เริ่มต้น"
tags:
  - "พื้นฐาน"
---

# รวมคำศัพท์ Forex ที่ใช้ในวงการนักเทรด

Forex หรือตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงิน, เป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่และมีความผันผวนสูงที่สุดในโลก. สำหรับผู้ที่เริ่มต้นในการเทรด Forex, การเข้าใจคำศัพท์พื้นฐานเป็นขั้นแรกที่สำคัญ. ในบทความนี้, เราจะแนะนำคำศัพท์สำคัญที่จะช่วยให้คุณเข้าใจวงการ Forex ได้ดียิ่งขึ้น. ![คำศัพท์ Forex](https://www.forexinthai.com/wp-content/uploads/2024/01/คำศัพท์-forex_730x410.webp)

### 10 คำศัพท์ forex พื้นฐานที่นักเทรดต้องรู้

1. **Pip (ปิป):** หน่วยการวัดการเคลื่อนไหวของราคาใน Forex. ปกติแล้วหนึ่งปิปเท่ากับการเปลี่ยนแปลง 0.0001 ของค่าเงิน.
2. **Spread (สเปรด):** ความแตกต่างระหว่างราคาซื้อ (Bid) และราคาขาย (Ask). สเปรดเป็นค่าธรรมเนียมพื้นฐานที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากนักเทรด.
3. **Leverage (เลเวอเรจ):** การใช้เงินยืมเพื่อเพิ่มปริมาณการเทรด. เลเวอเรจช่วยให้นักเทรดสามารถเปิดตำแหน่งที่ใหญ่กว่าเงินทุนที่มี.
4. **Margin (มาร์จิน):** เงินที่จำเป็นในการเปิดและรักษาตำแหน่งเทรด. มาร์จินเป็นรูปแบบของการประกันสำหรับเลเวอเรจ.
5. **Lot (ล็อต):** หน่วยมาตรฐานในการเทรด Forex. 1 ล็อตมาตรฐานปกติจะเท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงิน.
6. **Order (ออเดอร์):** คำสั่งในการซื้อหรือขาย. มีหลายประเภทเช่น Market Orders, Limit Orders, และ Stop Orders.
7. **Bear Market (ตลาดหมี):** ตลาดที่มีแนวโน้มราคาลดลง. คำนี้มักใช้เพื่ออธิบายตลาดที่เป็นลบ.
8. **Bull Market (ตลาดวัว):** ตลาดที่มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น. ใช้เพื่ออธิบายตลาดที่มีการเติบโต.
9. **Fundamental Analysis (การวิเคราะห์พื้นฐาน):** การศึกษาสภาพเศรษฐกิจ, นโยบายการเงิน, และสภาพการเมืองเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อค่าเงิน.
10. **Technical Analysis (การวิเคราะห์ทางเทคนิค):** การศึกษาตลาดโดยใช้แผนภูมิและตัวชี้วัดต่างๆ เพื่อทำนายการเคลื่อนไหวของราคา.
 
### การเรียกคู่เงินในวงการนักเทรด

- **EU (อียู**) = EURUSD
- **UJ (ยูเจ)**  = USDJPY
- **GU (จียู)** = GBPUSD
 
### คำศัพท์ Forex อื่นๆ ที่นักเทรดคนไทย ใช้กัน

- ไม้ = ออเดอร์ เช่น ถ้าจะบอกว่ามีอยู่ 5 ออเดอร์ ก็จะพูดกันว่า มีอยู่ เทรด 5 ไม้
- ล้างพอร์ต = Stop out แนะนำอ่านเพิ่ม [Margin call คืออะไร](https://www.forexinthai.com/101436/)
 
### คำศัพท์ forex ทั่วไป เรียงตามตัวอักษร

- **Accrual** = การจัดสรรค่าพรีเมี่ยมและค่าส่วนลดสำหรับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับค่า swap (การ Arbitrage ของดอกเบี้ย) ในระยะเวลาของธุรกรรมนั้นๆ
- **Adjustment** = การดำเนินการอย่างเป็นทางการโดยวิธีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินเพื่อลดความไม่สมดุลในการใช้ จ่ายหรือวิธีการลดค่าเงิน
- **Appreciation**  = การแข็งค่าของสกุลเงินนั้นๆเมื่อมีอุปสงค์มากขึ้น
- **Arbitrage** = การซื้อและขายในตลาดที่มีความสัมพันธ์กันเป็นจำนวนที่เท่ากันพร้อมๆกันเพื่อได้รับส่วนต่างระหว่างราคาในแต่ละตลาด
- **Ask (Offer) Price** = เป็นราคาที่ตลาดต้องการขายในสกุลเงินนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาของคู่ USD/CHF เป็น 1.4532 ราคาAsk คือ 1.4532 หมายความว่าท่านต้องใช้เงิน 1.4532 Swiss francs เพื่อที่จะซื้อ 1 US dollar
- **At Best** = เป็นคำแนะนำจาก Dealer ในการซื้อหรือขายในเรทที่ดีที่สุดที่จะสามารถทำได้
- **At or Better**  = เป็นการสั่งให้ซื้อหรือขายในราคาที่ต้องการหรือราคาที่ดีกว่านี้
- **Balance of Trade** = จำนวนส่งออกลบด้วยจำนวนนำเข้าของประเทศนั้นๆ
- **Bar Chart** = ประเภทของกราฟซึ่งแสดง 4 ส่วนหลักคือ ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุด แสดงด้วยเส้นแนวตั้ง และราคาเปิด และราคาปิดแสดงด้วยเส้นแนวนอนเส้นเล็กๆด้านซ้ายและขวา
- **Bear Market** = เป็นช่วงตลาดขาลง มีการอ่อนค่าของราคา
- **Bid Price**  = เป็นราคาที่ตลาดต้องการซื้อในสกุลเงินนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาของคู่ USD/CHF เป็น 1.4527/32 ราคา Ask คือ 1.4527 หมายความว่าเมื่อท่านขายเงิน 1 US dollar ท่านจะได้รับ 1.4527 Swiss francs
- **Bid/Ask Spread** = ส่วนต่างระหว่างราคา bid และราคา ask
- **Big Figure** = ทศนิยม 2 หรือ 3 หลักแรกของราคา ตัวอย่างเช่น ถ้าราคา bid/ask ของคู่ USD/JPY bid/ask เป็น 115.27/32 ดังนั้น big figure คือ 115 ถ้าราคาของคู่ EUR/USD เป็น 1.2855/58 big figure คือ 1.28 ซึ่งbig figure ส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกแสดงในราคาที่ dealer เสนอมา เช่น ถ้าราคาของคู่ EUR/USD เป็น 1.2855/58 ทาง dealer จะเขียนสั้นๆว่า "55/58"
- **Book** = เป็นประวัติสรุปออเดอร์ที่เคยทำรายการมากทั้งหมด
- **Broker** = เป็นบริษัทที่ทำหน้าที่เสมือนคนกลางระหว่างคนซื้อและคนขายเพื่อเก็บค่าธรรมเนียม
- **Bull Market**  = เป็นช่วงตลาดขาขึ้น มีการแข็งค่าของราคาA market distinguished by rising prices.
- **Bundesbank** = ธนาคารกลางของประเทศเยอรมัน
- **Cable** = เป็นชื่อเรียกของคู่สกุลเงิน GBP/USD ซึ่งเริ่มจากเมื่อช่วงกลางทศวรรษที่ 1800 มีการส่งราคาผ่านทาง cable
- **Candlestick Chart** = เป็นประเภทของกราฟที่แสดงราคาเปิด ปิด และสูงสุด ต่ำสุดของช่วงเวลานั้นๆ ถ้าราคาเปิดสูงกว่าราคาปิดช่องสี่เหลี่ยมระหว่างราคาเปิดและราคาปิดจะมีการแรเงาไว้ ถ้าราคาปิดสูงกว่าก็จะไม่มีการแรเงา
- **Cash Market** = เป็นตลาดซื้อขาย future หรือ options
- **Central Bank** = เป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่ควบคุมนโยบายทางการเงินของประเทศ ตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางของ ประเทศอเมริกาคือ Federal Reserve และธนาคารกลางของประเทศเยอรมันคือ Bundesbank
- **Chartist** = เป็นนักลงทุนที่วิเคราะห์แนวโน้มราคาจากกราฟเป็นหลัก หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่านักลงทุนทางเทคนิค
- **Cleared Funds** = เงินที่สามารถใช้ในการเปิดการซื้อขายได้
- **Clearing**  = กระบวนการในการดำเนินการซื้อขาย
- **Closed Position** = คือรายการซื้อขายที่ปิดไปแล้ว ซึ่งในการปิดการซื้อขาย นักลงทุนก็จะต้องทำการซื้อหรือขายตรงข้ามกับรายการที่ได้ทำไว้แล้ว
- **Collateral** = หลักทรัพย์ประกัน
- **Commission**  = ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากโบรกเกอร์
- **Confirmation** = เอกสารที่ยืนยันเงื่อนไขข้อตกลงในการซื้อขาย
- **Contagion** = แนวโน้มของวิกฤตเศรษฐกิจที่จะแพร่กระจายไปยังตลาดอื่นๆ ซึ่งในปี 1997 ความไม่มั่นคงทางการเมืองของประเทศอินโดนีเซียทำให้เกิดความไม่แน่นอนในสกุลเงิน Rupiah ซึ่งมีผลกระทบต่อไปยังหลายประเทศในทวีปเอเชีย และต่อมาที่ทวีละตินอเมริกา ซึ่งเรียกเหตุการณ์นี้ว่า 'Asian Contagion'
- **Contract** = หน่วยมาตรฐานของการซื้อขาย
- **Counter Currency** = สกุลเงินที่เขียนเป็นลำดับที่สองในคู่สกุลเงิน
- **Counterparty** = หนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมในการซื้อขายรายการทางการเงิน
- **Country Risk** = ความเสี่ยงในการทำธุรกรรมข้ามประเทศซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายหรือเงื่อนไขทางการเมือง
- **Cross Currency Pairs** = คู่สกุลเงินที่ไม่มี US dollar เช่น EUR/JPY หรือ GBP/CHF.
- **Currency** = เงินที่ออกโดยรัฐบาลหรือธนาคารกลางซึ่งใช้ในการซื้อขาย
- **Currency Pair**  = คู่สกุลเงินที่ประกอบไปด้วย 2 สกุลเงิน ตัวอย่างเช่น EUR/USD
- **Currency Risk** = ความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงเรทของค่าเงินอย่างผันผวน
- **Day Trader** = นักลงทุนที่ทำการเปิดและปิดการซื้อขายภายในวันเดียว
- **Dealer** = เป็นบุคคลหรือบริษัทที่ทำการเปิดการซื้อขายกับอีกตลาดหนึ่งเพื่อที่จะได้รับกำไรจากค่า spread
- **Deficit** = การขาดทุน
- **Delivery** = การทำการซื้อขายโดยได้รับสินค้ามาจริงๆ
- **Depreciation** = การลดค่าของสกุลเงิน
- **Derivative** = สัญญาซื้อขายจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ ฟิวเจอร์ หรือสินค้าอื่นๆ ซึ่งออฟชั่นก็เป็น derivative ที่นิยมซื้อขายกันมากที่สุด
- **Devaluation** = การลดค่าเงินซึ่งประกาศโดยรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่
- **EURO (ECU)**  = สกุลเงินยูโร European Monetary Union (EMU) ซึ่งมาแทนที่ European Currency Unit
- **Economic Indicator** = สถิติที่ประกาศจากรัฐบาลเกี่ยวกับการเติบโตและความมีเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจ โดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยอัตราการจ้างงาน, Gross Domestic Product (GDP), เงินเฟ้อ, ยอดค้าปลีก และอื่นๆ
- **End Of Day Order (EOD)** = รายการซื้อหรือขายตามราคาที่กำหนดไว้ รายการซื้อขายนี้จะเปิดไว้จนกระทั่งสิ้นสุดวันนั้นๆ โดยทั่วไปจะเป็นเวลา 5PM ET
- **European Central Bank (ECB)** = ธนาคารกลางของสหภาพยุโรป
- **European Monetary** **Union** = จุดประสงค์ของ EMU คือการก่อตั้งสกุลเงินยูโรเพื่อใช้แทนสกุลเงินของประเทศต่างๆใน ทวีปยุโรปในปี 2002 ในวันที่ 1 มกราคา 1999 ได้เริ่มมีการทดลองใช้เงินสกุลยูโรเป็นเวลา 3 ปี และในวันที่ 1 กรกฏาคม 2002 ก็ได้มีการใช้อย่างเต็มรูปแบบ สมาชิกของ EMU ประกอบไปด้วย เยอรมัน, ฝรั่งเศส, เบลเยี่ยม, ลักเซมเบอร์ก, ออสเตรีย, ฟินแลนด์, ไอร์แลนด์, เนเธอแลนด์, อิตาลี, สเปนและโปรตุเกส (EMU)
- **Forex, FX (Foreign Exchange Market)** = การซื้อขายสกุลเงิน โดยการซื้อหนึ่งสกุลเงินและขายอีกสกุลเงินหนึ่งเป็นคู่
- **Federal Deposit Insurance Corporation (FDIC)** = หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการคุ้มครองการฝากเงินในประเทศสหรัฐอเมริกา
- **Federal Reserve (Fed - เฟด)**  = ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา
- **First In First Out**  = กฎที่รายการซื้อขายที่เปิดก่อนจะถูกปิดก่อนในกรณีที่มาร์จินไม่พอ (FIFO)
- **Flat/square** = เป็นรายการซื้อขายที่หักล้างกัน เช่น ท่านทำรายการซื้อ $500,000 และอีกรายการนึงขาย $500,000
- **Forward** = สัญญาการซื้อขายล่วงหน้าในราคาและวันเวลาที่ได้ตกลงไว้
- **Forward Points** = จำนวน pip ที่เพิ่มหรือหักออกจากราคาปัจจุบันเพื่อที่จะคำนวณราคาล่วงหน้า
- **Fundamental Analysis** = การวิเคราะห์แนวโน้มราคาล่วงหน้าโดยการศึกษาสภาวะเศรษฐกิจและการเมืองเป็นหลัก
- **Futures Contract** = สัญญาแลกเปลี่ยนในการซื้อขายที่ราคาและวันเวลาที่ได้กำหนดไว้ ข้อแตกต่างระหว่าง Future และ Forward คือ Future โดยปกติจะเป็น Exchange=Traded Contacts (ETC) ส่วน Forward นั้นจะเป็น Over The Counter (OTC)
- **G7** = ประเทศผู้นำในด้านอุตสาหกรรม ประกอบไปด้วย สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อังกฤษ แคนาดา อิตาลี
- **Going Long** = การซื้อสินค้า เช่น หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสกุลเงิน
- **Going Short** = การขายสินค้าโดยที่ไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าเอง
- **Good Til Cancelled Order (GTC)** = การซื้อขายสินค้าในราคาที่กำหนดไว้ รายการจะยกเลิกเมื่อมีคำสั่งจากลูกค้าเท่านั้น
- **Gross Domestic Product** = ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
- **Gross National Product** = ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ คือ Gross domestic product บวกด้วยรายได้จากการลงทุนหรือการ ทำงานต่างประเทศ
- **Hedge** = การเปิดรายการซื้อขายตรงข้ามกับรายการที่มีอยู่เพื่อลดความเสี่ยงลง
- **Hit the bid**  = การยอมรับการขายที่ราคา bid
- **Inflation** = สภาพเศรษฐกิจที่ราคาของสินค้าได้เพิ่มสูงขึ้น ทำให้อำนาจการซื้อของประชาชนลดลง
- **Initial Margin**  = เงินประกันเริ่มต้นที่ต้องใช้ในการเปิดการซื้อขาย
- **Interbank Rates**  = อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างธนาคารต่างประเทศ
- **Intervention** = การแทรกแซงค่าเงินของธนาคารกลางเพื่อควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน
- **Kiwi** = คำแสดงของสกุลเงินดอลลาร์ประเทศนิวซีแลนด์
- **LIBOR** = ย่อมาจาก London Inter=Bank Offered Rate ซึ่งธนาคารต่างๆจะใช้เรท LIBOR เมื่อทำการยืมเงินจากธนาคารอื่น
- **Leading Indicators** = ค่าสถิติที่ใช้คาดการณ์สภาวะทางเศรษฐกิจล่วงหน้า
- **Leverage** = เป็นอัตราส่วนเพื่อที่จะใช้คำนวณมาร์จินในการซื้อขาย
- **Limit order** = เป็นรายการซื้อขายที่ตั้งราคาไว้ล่วงหน้าว่าจะทำการซื้อขายที่ราคาเท่าไหร่ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในตลาดที่มีราคาขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
- **Liquidation** = การปิดรายการซื้อขายที่มีอยู่โดยใช้วิธี offsetting transaction
- **Liquidity** = ความสามารถในการรับการซื้อขายปริมาณมากๆโดยที่มีผลกระทบต่อราคาน้อยที่สุด
- **Long position** = รายการซื้อ รายการนี้จะได้กำไรเมื่อสินค้าที่เราทำรายการมีราคาสูงขึ้น
- **Lot** = หน่วยของสัญญาที่ใช้ในการเทรด
- **Margin** = จำนวนเงินประกันที่ใช้ในการเปิดออเดอร์
- **Margin Call** = การแจ้งเตือนจากโบรกเกอร์หรือดีลเลอร์เพื่อแจ้งว่ามาร์จินเหลือน้อยแล้ว
- **Mark-to-Market** = การคำนวณกำไรขาดทุนของรายการซื้อขายโดยให้สะท้อนกับราคาตลาดในปัจจุบัน
- **Market Maker** = ดีลเลอร์ที่ส่งราคา bid และ ask และพร้อมที่จะทำรายการซื้อขายในสินค้าต่างๆ
- **Market Risk** = ความเสี่ยงจากการขึ้นลงของตลาด
- **Maturity** = วันที่หมดสัญญาการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน
- **Money Management ([MM](https://www.forexinthai.com/5261/)) =** [การบริหารเงินทุน](https://www.forexinthai.com/5261/)
- **Net Position** = จำนวนรายการซื้อขายทั้งหมดโดยไม่มีการหักล้างรายการที่เปิดตรงข้ามกัน
- **Offer (ask)** = ราคาที่ดีลเลอร์ต้องการขาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่คำศัพท์ Ask (offer) price
- **Offsetting transaction** = การซื้อขายที่เปิดตรงกันข้ามกับรายการที่มีอยู่เพื่อลดความเสี่ยง
- **One Cancels the Other Order (OCO)** = เป็นการประมวลผลของ 2 ออเดอร์ ถ้าออเดอร์ใดออเดอร์หนึ่งได้เปิดการซื้อขายแล้ว อีกออเดอร์หนึ่งจะถูกยกเลิกอัตโนมัติ
- **Open order** = ออเดอร์ที่ได้รับการประมวลผลเมื่อราคาได้มาถึงราคาที่มีการตั้งซื้อขายไว้ ซึ่งปกติก็จะเชื่อมโยงกับ Good 'til Cancelled Orders.
- **Open position** = เป็นรายการซื้อขายที่กำลังอยู่ในตลาด ยังไม่มีการคิดกำไรขาดทุนจนกว่าจะปิดรายการ
- **Order** = การสั่งการซื้อขายตามที่ได้ตั้งราคาไว้
- **Over the Counter (OTC)** = เป็นการอธิบายถึงรายการซื้อขายที่เกิดขึ้นนอกตลาด
- **Overnight Position** = การซื้อขายที่เปิดข้ามวัน
- **Pips** = หน่วยทีเล็กที่สุดของราคาของคู่สกุลเงิน ตัวอย่างเช่น คู่สกุลเงิน EURUSD 1 pip จะเท่ากับ 0.0001 ซึ่งอาจจะเรียกว่า Point ก็ได้
- **Political Risk** = การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลที่จะมีผลอย่างมากต่อรายการซื้อขายของนักลงทุน
- **Position** = รายการซื้อขายสุทธิของสกุลเงินนั้นๆ
- **Premium** = จำนวนที่ราคาของ forward หรือ future เกินไปจากราคา spot
- **Price Transparency** = การแสดงราคาให้กับนักลงทุนทุกคนเพื่อความเท่าเทียมกันในการซื้อขาย
- **Profit /Loss or "P/L" or Gain/Loss** = ยอดกำไรหรือขาดทุนจากรายการซื้อขายทั้งหมด (รายการที่ได้ทำการปิดเรียบร้อยแล้วบวกหรือลบด้วยยอดกำไรขาดทุนของรายการที่ยังเปิดค้างอยู่)
- **Quote** = ราคาตลาดที่แสดงเพื่อทำการซื้อขาย
- **Rally** = การเพิ่มขึ้นของราคาหลังจากราคาได้ตกลงมาเป็นเวลาช่วงหนึ่ง
- **Range** = ส่วนต่างระหว่างราคาสูงสุดและราคาต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่งๆ
- **Rate** = อัตราส่วนของราคาในสกุลเงินหนึ่งเมื่อเทียบกับสกุลเงินหนึ่ง
- **Resistance** = เป็นคำที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคซึ่งจะเป็นการวิเคราะห์ว่าคนส่วนใหญ่จะทำการขายที่ราคานี้
- **Revaluation** = การเพิ่มขึ้นของค่าเงินอันเนื่องมาจากการแทรกแซงของธนาคารกลาง ตรงข้ามกับ Devaluation.
- **Risk** = ความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ไม่แน่นอน
- **Risk Management** = การวิเคราะห์และใช้เทคนิคการเทรดในการลดความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น
- **Roll-Over** = กระบวนการในการซื้อขายที่มีการทิ้งไว้ข้ามวัน ซึ่งกระบวนการนี้ก็จะมีค่าใช้จ่าย(หรือรายได้)จากส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่าง 2 สกุลเงิน
- **Round trip** = การซื้อและขายในสกุลเงินหนึ่งๆ
- **Settlement** = กระบวนการที่รายการซื้อขายได้ถูกบันทึกไว้ ซึ่งการซื้อขายนี้อาจจะไม่ได้เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้ากันจริงๆก็ได้
- **Short Position** = เป็นรายการซื้อขายที่จะได้กำไรเมื่อราคาของสินค้านั้นๆตกลงมา
- **Spot Price** = ราคาตลาดปัจจุบัน
- **Spread** = ส่วนต่างของราคา bid และ offer
- **Square** = การที่มีรายการซื้อและรายการขายที่หักล้างกันทั้งหมด
- **Sterling** = คำสแลงของสกุลเงินปอนด์
- **Stop Loss (SL)** = จุดที่กำหนดไว้เพื่อปิดออเดอร์ ที่ขาดทุน
- **Support Levels** = เป็นแนวรับที่ตรงข้ามกับแนวต้าน (Resistance) แนวรับนี้จะเป็นแนวที่นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำการซื้อ
- **Swap** = ดอกเบี้ย swap เป็นดอกเบี้ยที่เราจะได้หรือเสียไปเมื่อเราทำการเปิดออเดอร์ทิ้งไว้ข้ามคืน
- **Swissy** = เป็นคำศัพท์สแลงจากสกุลเงินฟรังก์ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์
- **Technical Analysis** = การวิเคราะห์แนวโน้มโดยใช้ข้อมูลตลาดย้อนหลัง เช่น ราคา, ปริมาณซื้อขาย, ดอกเบี้ย และอื่นๆ
- **Tick** = การเปลี่ยนแปลงของราคาขึ้นลงในแต่ละครั้ง
- **Tomorrow Next (Tom/Next)** = การปิดการซื้อขายสกุลเงินในวันปัจจุบันและกลับมาเปิดรายการอีกในวันถัดไป เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับเงินจริงๆจากการซื้อขายนี้
- **Transaction Cost** = ต้นทุนในการทำรายการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน
- **Transaction Date** = วันที่ทำรายการซื้อขาย
- **Turnover** = จำนวนเงินทั้งหมดที่ทำรายการซื้อขายไปในช่วงเวลาหนึ่งๆ
- **Two-Way Price** = การแสดงราคา bid และ offer
- **Take Profit (TP)** จุดที่กำหนดไว้เพื่อปิดออเดอร์ ที่กำไร
- **US Prime Rate** = อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารของสหรัฐอเมริกาให้ลูกค้าองค์กรกู้ยืม
- **Unrealized Gain/Loss** = ยอดกำไรขาดทุนสำหรับรายการซื้อขายที่ยังไม่ได้ปิดในขณะนั้น ถ้ารายการซื้อขายนั้นปิดแล้วก็จะเป็นกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง
- **Uptick** = ราคาตลาดใหม่ที่แสดงขึ้นมาสูงกว่าราคาก่อนหน้านี้
- **Uptick Rule** = ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีเงื่อนไขว่าจะไม่สามารถเปิดรายการขายได้ถ้ารายการซื้อขายล่าสุดมีราคาไม่ต่ำกว่าราคาที่นักลงทุนกำลังจะขายต่อไป
- **Value Date** = วันที่ตกลงทำสัญญาซื้อขาย ตัวอย่างเช่น ในตลาด spot value date คืออีก 2 วันถัดไป หรืออาจจะเรียกว่า maturity date ก็ได้
- **Variation Margin** = เงินประกันที่ทางโบรกเกอร์ให้สำรองไว้เมื่อทำการซื้อขาย
- **Volatility (Vol)** = การวัดสถิติความเคลื่อนไหวของราคาในเวลาหนึ่งๆ
- **Whipsaw** = เป็นรูปแบบราคาที่ขึ้นไปอย่างรวดเร็วและหลังจากนั้นก็ตกลงมาเร็วเช่นกัน
- **Yard** = คำสแลงของพันล้าน
