เทคนิคเทรด - Part 3 Skip to main content

Timeframe forex ควรเลือกเวลาไหนดี

ในระหว่างที่กำลังเทรด forex แต่ล่ะครั้ง เราจะสังเกตเห็นว่า แต่ล่ะไทม์เฟรมของกราฟจะมีรูปแบบที่ต่างกัน ในขณะที่ไทม์เฟรมหนึ่งให้สัญญาณเชลล์ แต่อีกไทม์เฟรมหนึ่งบอกมันกำลังขึ้น สรุปแล้วเราจะเอายังไงกับมันดี ดูแล้วสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เทรดเดอร์มือใหม่ ตัดสินใจพลาดในการเทรด เพราะพวกเขายังเลือกใช้ไทม์เฟรมไม่เหมาะสม หรือไม่ตรงตามจริตบุคลิกลักษณะการเทรดน์ในสไตล์ของเขา เรามาดูกันว่าในแต่ล่ะไทม์เฟรมมันแตกต่างกันอย่างไร และเหมาะกับนักลงทุนสไตล์แบบไหนบ้าง

ข้อแตกต่างระหว่างการเลือก Time frame (TF) กับรูปแบบ (stye) การลงทุน

รูปแบบลงทุน/styleTime frame/ช่วงเวลาเทรดข้อดี/รายละเอียดข้อเสีย/รายละเอียด
 ระยะยาว

 

 

 -รายวัน-สัปดาห์

-รายสัปดาห์-เดือน

-รายเดือน-ปี

-เห็นเทรนด์มุมมองของราคากว้างขึ้น

-ไม่ต้องใช้เวลามาก

-เหมาะกับ Trend Following (เล่นตามเทรนด์)

 -การแกว่งตัวอยู่ในวงกว้าง

-เทรดได้น้อยครั้ง

-ต้องมีบัญชีใหญ่

-ต้องใจเย็นและอดทน

-ใช้เวลานาน

 

ระยะสั้น

(สวิง)

-รายชั่วโมง-สัปดาห์ -เทรดได้หลายครั้งกว่าระยะยาว -ค่าสเปรดขึ้นลงตามออเดอร์

-ความเสี่ยงเพิ่มเมื่อถือข้ามคืน

 ระยะภายในหนึ่งวัน – 1 นาที-15 นาที -เทรดได้ตลอดทั้งวัน

-รู้ผลกำไรขาดทุนเร็วทันใจ

 -ค่าสเปรดเยอะกว่าเพื่อน

-ความแม่นในการเทรดน้อยเพราะกราฟขึ้นๆลงๆในช่วงเวลาสั้นๆ

  • สาหรับเทรดเดอร์บางท่าน เขาจะรู้สึกดีกับการเทรดใน Time frame ที่ 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกรอบระยะเวลาที่ไม่ยาวมาก สัญญาณเทรดจะมีไม่มากมาก แต่ก็ไม่น้อยเกินไป จึงช่วยให้เราไม่ต้องเร่งรีบ ทำให้มีเวลาวิเคราะห์ตลาด
  • ในการเลือกใช้ Time Frame เพื่อหาจุดเข้าเทรดนั้น จะไม่มีตายตัว เราอาจจะเริ่มดูจาก Time Frame ที่เป็นกรอบระยะเวลามากไปหาน้อย หรือจากน้อยไปหามากก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมองตลาดในภาพรวมให้ได้ก่อน แล้วค่อยหาจังหวะเข้าเทรดใน  Time Frame ที่เราถนัด สำหรับมือใหม่จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้จากการเทรดบัญชีดีโมก่อน เพื่อจะได้เห็นข้อแตกต่างของแต่ล่ะ Time Frame แล้วเลือกใช้ หรือหาจุดเข้าเทรดตามที่ตัวเองถนัด หรือเห็นว่ามันเหมาะสม
  • จะเห็นได้ว่าใน Time Frame ที่ระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้เราสามารถใช้มาร์จิ้นได้ดีกว่า แต่ช่วงที่กำหนด Stop loss จะสั้นหรือเร็ว
  • จะเห็นได้ว่า Time Frame ที่กว้างๆ หรือมีระยะเวลาที่ยาวๆ การกำหนดจุด Stop Loss ก็จะกว้างหรือยาวตามไปด้วย เงินทุนที่มีอยู่ในหน้าตัก จึงต้องมีเยอะๆ พอร์ต้องใหญ่ๆ เพื่อจะได้กันการโดนล้างพอร์ท จากตลาดที่ราคามีการสวิงตัวแรงๆ

Read More

กราฟแท่งเทียน 26 รูปแบบ ที่ควรจดจำ

ประวัติความเป็นมาของกราฟแท่งเทียน

การวิเคราะห์เชิงเทคนิคโดยอาศัยกราฟแท่งเทียนนั้น เจ้าของตำรับที่แท้จริงคือชาวญี่ปุ่น เขาคือ Mr.Munehisa Homma ซึ่งมีความเป็นมาคือ

Various-formats-Candlestick-Pattern

เมื่อครั้งก่อนในสมัยอดีตช่วงประมาณ 200 กว่าปี ท่านได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับข้าวประสบความสำเร็จ จนร่ำรวย รัฐบาลญี่ปุ่นสมัยนั้นจึงได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นที่ปรึกษาด้านการคลัง โดยท่าน Munehisa Homma เกิดในปี 1724 ในครอบครัวที่ร่ำรวยและทำธุรกิจเกี่ยวกับข้าว เขามีความเชี่ยวชาญเรื่องการค้าข้าวเป็นอย่างยิ่ง มีความเข้าใจในตลาด เข้าถึงและรู้ซึ้งในอารมณ์ของผู้ซื้อเป็นอย่างดี  ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูล นิสัยของผู้ซื้อ-ผู้ขายในแต่ล่ะครั้ง มาทำการวิจัยในเชิงจิตวิทยา แล้วกำหนดให้อยู่ในรูปแบบแท่งเทียน ทำการเก็บประว้ติและสติถิ จากนั้นนำไปคำนวนศึกษาหาแนวโน้มต่างๆ เพื่อประกอบในการตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น

เหตุผลโดยสรุป ที่นักลงทุนส่วนใหญ่นิยมนำกราฟแท่งเทียน (Candlesticks)มาวิเคราะห์ในเชิงเทคนิค เพื่อช่วยในการติดสินใจคือ

  1. กราฟแท่งเทียน (Candlesticks) มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์เพื่อใช้สำหรับการซื้อขายเพราะ ประกอบไปด้วย ราคาเปิด (Open Price) , ราคาปิด (Close Price) , ราคาสูงสุด (High Price) , ราคาต่ำสุด (Low Price) โดยนำข้อมูลทั้งหมดมาสร้างเป็นกราฟแท่งเทียนเพียงแท่งเดียว
  2. กราฟแท่งเทียน 1 แท่ง สามารถอธิบายอารมณ์และบรรยากาศการซื้อขายในตลาดได้เป็นอย่างดี
  3. กราฟแท่งเทียนสามารถบอกได้ว่าการซื้อขาย ณ ขณะนั้น ใครมีพลังมากกว่ากันระหว่าง กระทิงกับหมี หรืออีกในหนึ่งก็คือ มีแรงส่งไปทางขึ้นหรือลง นั่นเอง
  4. สามารถบอกได้ว่า ช่วงเวลาต่อจากนี้ไป มีโอกาสที่กราฟจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง ซึ่งหมายความว่า ตัวกราฟแท่งเทียนสามารถอ่านสัญญาณซื้อขายได้ด้วยตัวของมันเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีดัชนีอื่นๆเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ซื้อขาย

รูปแบบกราฟแท่งเทียนที่มีลักษณะตรงกันข้าม 26 คู่ ที่ควรจดจำ Read More