⋆ เลือก I-SIS แบบไหนดี?
Skip to main content

เลือก I-SIS แบบไหนดี?

จริตหรือนิสัยตามธรรมชาติของคนเรานั้น ค่อนข้างจะไม่เหมือนกัน เช่น บางท่านอาจจะชอบความสันโดษ ชอบอยู่คนเดียว เงียบๆสงบๆ ไม่วุ่นวาย แต่ในขณะที่บางท่านอาจชอบชีวิตแบบสังคมที่มีผู้คนมากมายพลุกพ่าน ดูแล้วครึกครื้น ไม่เงียบเหงาวังเวง

ในการลงทุนในตลาด forex จริต, นิสัย ในการเทรดของเหล่าเทรดเดอร์ของแต่ล่ะท่าน ก็เช่นกัน จะแตกต่างกันไปตามความถนัดที่ชอบของแต่ล่ะท่าน สำหรับบทความในวันนีั จึงมากล่าวถึง I-SIS ซึ่งเป็นคำย่อ ไม่ได้หมายถึงพวกก่อการร้ายนะครับ อย่าพึ่งตกใจ I-SIS ในที่นี้ ย่อมาจาก One Styles of Investment Strategies หมายถึง หนึ่งในยุทธศาสตร์การลงทุนเชิงกลยุทธ์แบบไหนทีเป็นสไตล์ของคุณ หรือที่คุณถนัดนั่นเอง บางท่านอาจจะงวยงงว่า กลยุทธ์หรือสไตล์การเทรดมันคืออะไร แล้วตูจะรู้ว่าได้ยังไง ว่าถนัดอะไร เพราะยังไม่รู้เลย ใจเย็นๆนะครับ กำลังจะอธิบาย
สำหรับสไตล์หรือรูปแบบเชิงกลยุทธ์ในการลงทุน โดยหลักๆ แล้วจำแนกออกเป็น 4 ข้อดังนี้ครับ

  • Sclapping คือการเทรดเน้นที่ความถี่ของออเดอร์ เน้นทำกำไรระยะสั้นๆ
  • Swing trading คือการเข้าออเดอร์เน้นที่ช่วงของราคามีจังหวะสะบัดหรือสวิงนั่นเอง
  • Trend follow คือการเทรดโดยเน้นยึดเทรนด์เป็นหลัก
  • Event trade คือการเทรดเน้นตามเหตุการณ์, ตามข่าวที่สำคัญมีอิมแพคแรงๆ

1. Sclapping เน้นความถี่ ทำกำไรระยะสั้นๆ
เป็นการเทรดโดยเน้นความถี่ในการเข้าออเดอร์ ในจำนวนมากๆ โดยกำไรที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับความถี่ของออเดอร์ที่เทรด ส่วนใหญ่ก็จะเล่นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เช่นไม่เกิน 2-3 ชั่วโมงหรือบางทีอาจจะมากกว่า หรือน้อยกว่านี้ ทามเฟรมที่นิยมเล่นกันคือตั้งแต่ 1 นาทีไปจนถึง 5- 15- 30 นาที โดยใช้ทามเฟรม 1 ชั่วโมงเป็นตัวคุมภาพรวม ใช้ทามเฟรมรายวันเพื่อดูแนมโน้มในวันถัดไป ข้อดีข้อเสียของการเล่นแบบ Sclapping มีดังนี้ครับ

   ข้อดี

  •  สามารถทำกำไรปริมาณมากๆ ในเวลาสั้นๆ (ประมาณ 1-200 จุด , 10 – 20 pip หรือมากกว่า)
  • ยิ่งเข้าถี่ๆยิ่งสร้างกำไรได้เยอะ (เสี่ยงขาดทุนสูงเช่นกัน)
  • เลือกเข้าตลาด(เทรด) เน้นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนชัดเจน (ใช้เวลาน้อย)
  • รู้ผลกำไร/ขาดทุนรวดเร็วทันใจ เพราะเน้นลงทุนระยะสั้น เริ่มตั้งแต่ 1 นาที
  • ไม่ต้องวิเคราะห์ตลาดในระยาวให้ปวดหัว เพราะไม่ถือยาวอยู่แล้ว

ข้อเสีย

  • ต้องเฝ้าหน้าจอ
  • มีความเสี่ยงสูง ความถี่ของออเดอร์ช่วยทำกำไรเยอะก็จริง แต่เสี่ยงขาดทุนเยอะเช่นกัน
  • จังหวะที่ตลาดผันผวนมากๆ หากไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดี มีโอกาสโดนล้างพอร์ต หรือหมดตัวเร็ว
  • ต้องมีประสบการณ์และความชำนาญในตลาดไม่น้อย หากเล่นแนวนี้

2.Swing trading เน้นเข้าตลาดในช่วงที่จังหวะสะบัดของราคา
เป็นกลยุทธ์การเข้าทำกำไร ในช่วงที่ราคามีการสวิง หรือสะบัด โดยไม่สนใจเทรนด์ หรือแนวโน้ม การเทรดด้วยวิธีนี้จะนิยมใช้การจัดการความเสี่ยงด้วยการทำ Hedging หรือการจัดการความเสี่ยงแบบ เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) อาจจะใช้การจัดการความเสี่ยงด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย เช่น Stop loss (แบบมีชั้นเชิง), ฯล แต่ส่วนมากแล้วจะนิยมใช้ Hedging กันชะเป็นส่วนใหญ่ สำหรับสวิงเทรดดิ่งนี้ สามารถเป็นได้ทั้งระยะสั้น- ระยะกลาง -ระยะยาว เช่นจากรายชั่วโมง – รายวัน – รายสัปดาห์ รายเดือน ไปจนถึงรายไตรมาสก็ได้ (day trade, week trade, month trade) ปกติแล้วเทรดเดอร์เมื่อเข้ามาอยู่ในตลาดชักระยะแล้ว มักจะไต่เต้าเป็นสวิงเทรดดิ่งไปเองโดยอัตโนมัต โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากทนกำไรไม่ได้ (แต่ทนขาดทุนได้) คือเมื่อเห็นเป็นกำไรก็มักจะปิดออเดอร์ แล้วหาจังหวะเข้าใหม่นั่นเอง(ส่วนมากเป็นกันทุกคน)
ข้อดี

  • เหมาะกับตลาดที่มี leverage มีความผันผวน เช่น forex, หุ้นที่เป็น Options
  • เน้นที่จังหวะเข้าเท่านั้น ไม่ต้องสนใจเทรนด์หรือแนวโน้ม
  • ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ (มีเวลาไปไหนมาไหนได้ตามสะบาย)
  • ไม่ต้องเข้าออเดอร์บ่อย (ในวันหนึ่งเข้าไม่กี่ไม้หรือเข้าเพียงไม้เดียว)
  • สามารถซื้อได้หลายๆคู่ พร้อมกัน (เน้นเข้าให้ถูกจังหวะ ถ้าผิดตัดขาดทุนด้วย stop loss ไป)
  • เหมาะกับรูปแบบการจัดการความเสี่ยงโดยใช้ Fixed ล็อท เพื่อความคล่องตัว

ข้อเสีย

  • ต้องหาจุดเข้าให้เป็นและแม่นด้วย (จุดเข้าสำคัญกว่าการมองเทรนด์)
  • โดนลากบ่อย เมื่อเข้าผิดจุด
  • ไม่เหมาะกับตลาดขาเดียว เช่นหุ้นที่ไม่ใช่ option
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการถือกำไรระยะยาว

3.Trend follow คือการเข้าตลาด(เทรด) โดยเน้นยึดเทรนด์เป็นหลัก
สิ่งสำคัญของการใช้กลยุทธ์สไตล์นี้คือ การอ่านเทรนด์ให้ขาด มองเทรนด์ใหญ่เป็นหลัก พูดง่ายก็คือ จังหวะเข้าไม่สำคัญเท่าการมองเทรนด์ขาด (การอ่านเทรนด์สำคัญกว่าหาจังหวะเข้า) และเราจะต้องปล่อยกำไรให้วิ่งไปจนสุดเทรนด์ ไปจนกว่าเราเห็นว่าราคาหรือเทรนด์มันหมด จะไม่ไปต่อแล้ว ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอันใด แล้วคุณก็ปิดจ๊อบ(ปิดออเดอร์) เอากำไรก้อนโต เป็นอันว่าเสร็จภาระกิจ แต่ก็มีบางท่านที่สับสนกับ Trend follow กับ Swing trading อธิบายง่ายๆก็คือ ในการเทรดหากคุณตั้ง stop loss และ take profit ไปเรื่อยๆ ของในแต่ล่ะช่วง ก็เท่ากับว่าเป็นการจำกัดกำไร จำกัดการขาดทุน อย่างนี้ก็ไม่ใช่ Trend follow แต่จะเป็น swing trade ทันที ฉนั้น Trend follow จึงมีแค่ตั้ง stop loss แล้วรันไปเรื่อยๆ โดยไม่ตั้ง take profit ไปจนกว่าเรามองเห็นว่ามันสุดเทรนด์ แล้วปิดออเดอร์รอบเดียว ถึงแม้ว่าจะมีการขาดทุนหลายๆรอบ ในช่วงที่สวนเทรนด์ แต่เมื่อราคากลับมา แลัววิ่งไปตามเทรนด์หลักจนสุด หรือเห็นว่ามีสัญญาณที่ไม่ดี ที่เทรนด์จะไม่ไปต่อแล้ว ก็ปิดทำกำไรรอบเดียว โดยกำไรที่ได้นี้ก็จะ cover การขาดทุนทั้งหมด ไปโดยปริยาย
ข้อดี

  • สามารถนำไปใช้ได้ทุกตลาด เช่น หุ้น
  • ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ (มีเวลาไปไหนมาไหนได้ตามสะบาย)
  • ไม่ต้องเข้าออเดอร์บ่อย (ในวันหนึ่งเข้าไม่กี่ไม้หรือเข้าเพียงไม้เดียว)
  • เลือกระยะการเทรดได้ง่าย เพราะดูจากเทรนด์เป็นหลัก
  • เหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยว่าง เพราะเล่นรอบใหญ่ ระยะยาว
  • ลดความกังกลเพราะไม่ต้องมาคลุกคลีกับกราฟเกินไป
  • ไม่ต้องปวดหัว เพราะใช้ Stop loss ตัดขาดทุนถ้าไปผิดทาง (ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม)
  • สามารถเล่นทามเฟรมระยะสั้นได้เหมือนกัน แต่ต้องมองเป็นเทรนด์ เช่นทามเฟรมรายวัน
    ข้อเสีย
  • ไม่เหมาะกับผู้มองเทรนด์ไม่เป็น หรือมองไม่ขาด
  • เป็นการลงทุน ระยะยาว ต้องใช้งบลงทุนสูง
  • ต้องมีความอดทนสูง ใจเย็นมากๆ ไม่ว่ากำไรหรือขาดทุน ในช่วงที่เทรนด์กำลังวิ่ง
  • ในตลาด forex ใช้ระบบมาร์จิ้น มี leverage สูง หากจะถือยาวจริงๆ ต้องมีการคำนวณ วางแผนการที่รัดกุมมากๆ แล้วพอร์ตที่ถือต้องใหญ่มากๆ ตามเทรนด์บวกระยะเวลาที่กำหนด
  • ไม่เหมาะกับนักลงทุนระยะสั้น ที่ต้องการหมุนเงิน

4. Event trade คือการเข้าตลาด(เทรด) โดยเน้นที่เหตุการณ์ หรือข่าวที่สำคัญ ต่างๆ
สไตล์หรือกลยุทธ์การเทรดที่เน้นข่าว หรือเน้นเหตุการณ์นี้ ในตลาด Forex ก็ดูไม่ยากครับ เช่น การเทรดข่าว Nonfarm การเทรดในช่วงประการอัตราดอกของธนาคารหลักสกุลเงินต่างๆ หรือจะเป็นพวกข่าวที่มีอิมแพ็คแรงๆเช่น ข่าว GPI, ข่าวการขายบ้านมือสอง, หรือข่าวว่าจะมีแผนทำ QE ต่างๆเป็นต้น
Event trade เป็นรูปแบบกลยุทธ์ หรือสไตล์การเทรดที่ เหมาะกับใครที่ต้องการทำกำไรมากๆ (เป็นกอบเป็นกำ)ในระยะวลาอันรวดเร็ว โดยที่ท่านต้องไม่ซีเรียสกับการโดนล้างพอร์ท เหมาะกับสายโหด ที่เน้นแรงๆ แบบยอมรับความเสี่ยงที่มันสูงมากๆได้ โดยปล่อยออเดอร์ในลักษณะ Over trade ประจันบานไปเลย ฟังดูอาจจะเหมือนการเล่นพนัน แต่มันก็ไม่ใช่ครับ เพราะมือโปรหรือมืออาชีพจริงๆ เขาก็จะมีวิธีการจัดการความเสี่ยงที่รัดกุมและได้ผล (เจอแจคพ็อต) ซึ่งแต่ละท่านก็จะมีวิธีการจัดการเอาเสี่ยงแตกต่างกันออกไปตามที่ตัวเองถนัด ซึ่งในแต่ล่ะสไตล์ก็มีใช้ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง มันก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความชำนาญของแต่ล่ะท่าน แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ตลาดมันมีความไม่แน่นอน การเล่น Event trade จึงขึ้นอยู่กับว่า เรามองข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นแล้ววิเคราะห์เพื่อลงทุนไปถูกทางไหมเป็นหลัก

แล้วสไตล์หรือเทคนิคเชิงกลยุทธ์แบบไหนที่เหมาะกับเรา?
สไตล์หรือเทคนิคเชิงกลยุทธ์รูปแบบไหนที่เหมาะกับเรา ก็คงดูไม่ยากครับ เอาง่ายๆ เลยดังนี้ครับ

  • Sclapping หากท่านต้องการปั่นพอร์ต ทำกำไรให้เติบโตในระยะสั้นๆ โดยไม่ซีเรียสกับการเฝ้าหน้าจอ
    ก็โฟกัสไปที่ การฝึกกลยุทธ์ ต่างๆ เกี่ยวกับ Sclapping เช่น วิธีจัดการความเสี่ยงแบบ Sclapping, กลยุทธ์การทำกำไรแบบ Sclapping, ระยะเวลา(ทามเฟรม)ที่เหมาะกับ Sclapping ฯล
  • Swing trading หากคุณอยากมีเวลาว่าง ไม่ชอบเฝ้าหน้าจอ ไม่ต้องเข้าออเดอร์หลายไม้
    ก็โฟกัสไปที่ การหาจุดเข้าให้แม่นๆ ฝึกกลยุทธ์ต่างที่ใช้กับ swing trade
  • Trend follow ถ้าท่านเป็นคนที่มีทุนหนา มีงบลงทุน(เงิน) ที่เย็นมากๆ ไม่ได้นำไปหมุนใช้อะไร เเละตัวท่านเองก็เป็นคนที่ใจเย็น(มากๆ) แบบอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มีความเด็ดเดี่ยวและมั่นคง ทนกำไรหรือขาดทุนในระยะยาวได้(ไปจนสุดเทรนด์) เป็นคนมองการไกล อ่านเทรนด์ขาด บวชก่อนเบียด (บวชก่อนเบียด มันเกี่ยวกันไหมเนี่ยะ! 555)
  • Event trade หากท่านคือสายโหด ชอบดูหนัง fast 8 (เร็ว..แรงทะลุนรก 8) อยากทำตัวเหมือนพระเอกหรือนางเอก อย่างในหนังที่พึ่งเข้าฉายผ่านพ้นไปช่วงเมษายน 2017 ที่ผ่านมา เนื่องจาก กำไรหรือขาดทุน มันเร็วฟ้าผ่าในช่วงพริบตาเพียงไม่กี่นาที อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเร็วแบบฟ้าผ่าสักเพียงไหน หากเราอยู่กับมันนานๆ เราก็จะมีแผนรับมือกับมันเอง โดยการใช้กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยง ที่มีชั้นเชิงทางเทคนิคที่สูงขึ้น เช่นการทำ Hedging เชิงลึก,การจัดการความเสี่ยงโดยวิเคราะห์จาก Maximum Draw-down ที่เหมาะสม เป็นต้น

 ในบทความต่อไป จะขอกล่าวถึง ตัวอย่างนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จระดับโลก ซึ่งมีสไตล์เทคนิคเชิงกลยุทธ์ ในการลงทุน  เป็นเหมือนดังที่อธิบายมาข้างต้น  เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อย่าลืมติดตามนะครับ