บทวิเคราะห์ Forex และ Bitcoin ประจำสัปดาห์

บทวิเคราะห์ฟอเร็กซ์และคริปโตเคอเรนซีประจำวันที่ ๑๙ – ๒๓ เมษายน ๒๕๖๔

อันดับแรกเป็นบทรีวิวเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่แล้ว:

  • EUR/USD สัปดาห์ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่สำคัญทางเศรษฐกิจสองเหตุการณ์: สถิติมหภาคที่เข้มแข็งอย่างน่าประทับใจจากสหรัฐฯ และการทรุดตัวลงของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รอบ 10 ปี
    จากข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน ดัชนียอดขายปลีกสหรัฐฯ พุ่งขึ้น +9.8% ในเดือนมีนาคม (จากที่คาดการณ์ +5.9% และลดลงที่ -2.7% เมื่อเดือนกุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดแรงงานยังชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศอย่างคึกคัก โดยยอดขอใช้สวัสดิการว่างงานเบื้องต้นลดลงจาก 769,000 เหลือ 576,000 และนี่ไม่ใช่แค่ดีกว่าการคาดการณ์ที่ 700,000 เท่านั้น แต่ยังเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 อีกทั้ง ตัวเลขการผลิตทางอุตสาหกรรมยังเติบโตขึ้นอีก 2.7%
    ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า GDP สหรัฐฯ เติบโตอย่างรวดเร็วในไตรมาสที่หนึ่งของปี 2021 และช่วยให้เราพูดถึงแนวโน้มต่อเนื่องในหลายเดือนข้างหน้าได้อย่างมั่นใจมากขึ้น จากข่าวดังกล่าว การทรุดตัวลงของผลตอบแทนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกยนที่ผ่านมาก็ดูน่าประหลาดใจ หากเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผลตอบแทนของพันธบัตรรอบ 10 ปี ทำระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือนที่ 1.775% ในเดือนนี้กลับดิ่งลงมาเหลือ 1.583%
    เช่นเดียวกันพันธบัตร ดอลลาร์ก็อ่อนค่าลงเช่นกัน ดัชนี USD DXY ซื้อขายอยู่ที่โซน 91.5 เมื่อวันศุกร์ที่ 16 เมษายน ซึ่งต่ำกว่าระดับสูงสุดของปีนี้ที่ 93.3 กว่า 180 จุด ทำให้ราคาคู่นี้เป็นไปตามที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ (65%) EUR/USD ขยับขึ้นต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเข้ามาใกล้กับระดับแนวรับ/แนวต้านที่ 1.2000 และปิดตลาดห้าวันทำการที่ 1.1980
    สถานการณ์ชี้ให้เห็นว่าสถิติเศรษฐกิจที่เข้มแข็งจากฝั่งสหรัฐฯ ไม่ส่งแรงสนับสนุนที่สำคัญต่อค่าเงินดอลลาร์อีกต่อไป และเงินดอลลาร์นั้นมีความสัมพันธ์กับผลตอบแทนในพันธบัตรรัฐบาลมากกว่า ซึ่งชัดเจนว่า อัตรการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาก็มีส่วนสำคัญต่อค่าเงิน USD เช่นกัน และมาตรการกระตุ้นทางการคลังชุดใหม่และการพิมพ์ธนบัตรอย่างไม่สิ้นสุดโดยธนาคารเฟดเริ่มส่งผลเสียต่อดอลลาร์ ดอลลาร์อ่อนค่าลงเกินกว่าการปรับฐานปกติทั่วไปแล้ว จึงกระตุ้นอารมณ์ความเสี่ยงในหมู่นักลงทุน ทำให้นอกเหนือจากยูโรที่แข็งค่าขึ้นนั้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และค่าเงินของประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งก็แข็งค่าขึ้น และดัชนี S&P500 ทำระดับสูงสุดเป็นครั้งที่ 22 แล้วในปีนี้
  • GBP/USD ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงส่งแรงหนุนต่อเงินปอนด์อังกฤษ โดยแนวโน้มขาลงของ GBP/USD หยุดลง และราคายังไต่ขึ้นมาอีก 120 จุด ทำให้การเคลื่อนที่ในช่วงสี่สัปดาห์ที่ผ่านมาอาจถือว่าเป็นกรอบด้านข้างที่ 1.3670-1.3920 สำหรับระดับสุดท้าย ราคาปิดอยู่ในโซนตรงกลางของกรอบดังกล่าวที่บริเวณ 1.3840
  • USD/JPY ก่อนหน้านี้ได้พูดถึงไปแล้วเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญมองว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์นั้นเป็นผู้กุมคำสั่งขาย รวมถึงการกลับมาของผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นในตลาดจึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดแนวโน้มขาลงดังกล่าว พวกเขาพยายามละทิ้งพันธบัตรอเมริกันในช่วงปลายปีงบประมาณ และเริ่มเติมพอร์ตการลงทุนใหม่ จึงนำไปสู่ความต้องการถือเงินเยนเพิ่มขึ้น ซึ่งด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ติดลบ พวกเขาจึงใช้เงินเยนในการดำเนินธุรกรรมดังกล่าว
    หนึ่งในสถานการณ์ที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วแสดงให้เห็นว่า ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงและเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นนั้นจะช่วยผลักดัน USD/JPY ไปยังระดับแนวรับที่ 108.40 และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ราคาได้เริ่มต้นจากระดับ 109.65 และลงมายัง 108.60 ภายในวันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน ตามมาด้วยการรีบาวด์สั้น ๆ และปิดที่ 108.80
  • คริปโตเคอเรนซี สิ่งที่เฝ้ารอคอยมาตลอดช่วงแปดสัปดาห์ที่ผ่านมาในที่สุดก็เป็นจริง บิทคอยน์ตัดผ่านระดับ $60,000 ได้สำเร็จ และขณะนี้กำลังพยายามที่จะยืนเหนือระดับสำคัญทางจิตวิทยาดังกล่าว ระดับสูงสุดใหม่คือ $64,800 ซึ่ง BTC/USD ไต่ขึ้นถึงเมื่อวันพุธที่ 14 เมษายน แต่ก็ตามมาด้วยการปรับฐาน โดยฝั่งกระทิงพยายามดันราคาไม่ให้ตกลงต่ำกว่า $60,000 ตลอดช่วงวันศุกร์ที่ 16 เมษายน
    จากรายงานเรตติ้งของ Forbes แนวโน้มการเติบโตของบิทคอยน์นี้ทำให้ผู้สร้างเหรียญภายใต้ชื่อ Satoshi Nakamoto กลายเป็นบุคคลผู้ร่ำรวยที่สุด 20 อันดับแรกในโลก จากการประมาณการจากหลายแหล่งข้อมูลคาดว่า เขาเป็นเจ้าของเหรียญ BTC ประมาณ 750K และ 1.1 ล้านเหรียญ และทรัพย์สินของเขาน่าจะมีมูลค่าเกิน $60 พันล้านดอลลาร์แล้วในขณะนี้
    แต่หากเขาเป็นเจ้าของบิทคอยน์ที่มูลค่าประเมินไม่ได้มาตั้งนานแล้วนั้น นักลงทุนขนาดใหญ่ในปัจจุบันก็ยังเพิ่งอยู่ในจุดเริ่มต้นของการเดินทาง บริการวิเคราะห์ของ Santiment ชี้ว่า “เหล่าปลาวาฬ” จะยังคงสะสมบิทคอยน์ต่อไป นักวิเคราะห์พบว่าพวกเขาสะสมเหรียญคริปโตรวมแล้ว 2.2% ในขณะนี้ โดยเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือน สถานการณ์ที่คล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมในปีที่แล้ว โดยรายงานของ Santiment ชี้ว่าเรากำลังพูดถึงนักลงทุนที่ควบคุมเหรียญ BTC 100,000 เหรียญหรือมากกว่านั้น
    ควบคู่ไปกับ “เหล่าปลาวาฬ” นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2020 ที่นักขุดเหรียญก็เริ่มออมเหรียญด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้เกิดภาวะขาดแคลนและราคาสินทรัพย์ดิจิทัลสกุลหลักเพิ่มขึ้น
    นักขุดเหรียญได้รับรายได้ในเงินคริปโต แต่พวกเขาจ่ายเงินพันธบัตรไปกับบริการและอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนั้น พวกเขาจึงถูกบังคับให้ต้องขายเหรียญที่ขุดได้ส่วนหนึ่ง ปริมาณที่ขายนั้นขึ้นอยู่สภาพตลาดในปัจจุบันและความคาดหวังในราคาบิทคอยน์ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมที่่ผ่านมา นักขุดเหรียญเริ่มออมเงิน BTC อีกครั้ง ในขณะที่สี่เดือนก่อนหน้านี้ พวกเขาพยายามลดการครอบครองเหรียญ และเปลี่ยนบิทคอยน์เป็นพันธบัตร โดยพวกเขาเป็นกลุ่มที่ขายคริปโตเคอเรนซีปริมาณสูงสุด ตั้งแต่ 17,000 ถึง 24,000 BTC ต่อวันเมื่อช่วงเดือนมกราคมปี 2021
    “นักขุดเหรียญเปลี่ยนมาออมสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะพวกเขามีเงินสดสำรองเพียงพอที่จะสนับสนุนกิจกรรมของตน ซึ่งพวกเขาได้กระแสเงินสดนี้จากราคาบิทคอยน์ที่เพิ่มขึ้นจาก $20,000 เป็น $40,000 หรือส่วนใหญ่แล้วนั้นถือเหรียญบิทคอยน์ไว้เพื่อการเก็งราคาในอนาคต” กล่าวโดย Flex Young ซีอีโอของ Babel Finance ในฮ่องกง บอกกับ CoinDesk จำนวนวอลเล็ตของนักขุดเหรียญบิทคอยน์ยังเพิ่มขึ้นเป็น 1.806 ล้าน BTC ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
    การเติบโตของคู่ BTC/USD ได้รับแรงหนุนมาจากดอลลาร์ที่อ่อนแอและผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ลดลงด้วยเช่นกัน สิ่งนี้ยิ่งทำให้เงินคริปโตมีความน่าดึงดูดมากขึ้นในฐานะเงินประกันความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อ
    มูลค่าในตลาดคริปโตเมื่อวันที่ 10 เมษายน ตัดผ่านระดับ $2.0 ล้านล้านดอลลาร์ในที่สุด และไม่หลุดระดับดังกล่าว ในขณะที่เขียนบทวิเคราะห์นี้ในวันที่ 16 เมษายน มูลค่าตลาดอยู่ที่ $2.2 ล้านล้านดอลลาร์
    ในขณะเดียวกัน สัดส่วนของบิทคอยน์ในมูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมนั้นยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 72.65% เมื่อวันที่ 2 มกราคม ตอนนี้เหลือเพียง 52.10% เท่านั้นในวันที่ 16 เมษายน อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่านี่น่าจะเป็นเพราะนักเก็งกำไรทั้งหลายกำลังเปลี่ยนไปหาสินทรัพย์ที่ทำกำไรได้มากกว่า
    สำหรับดัชนี Crypto Fear & Greed Index นั้นขยับขึ้นมาจาก 70 เป็น 78 ในรอบสัปดาห์ ทั้งสองตัวเลขนี้ถือว่าอยู่ในโซน overbought แต่ก็ยังไม่รุนแรงมาก ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการเติบโตของ BTC/USD ต่อไป

สำหรับบทวิเคราะห์ของสัปดาห์นี้ เราได้สรุปความเห็นของบรรดานักวิเคราะห์มากมาย รวมถึงคำคาดการณ์ที่วิ

  • EUR/USD อย่างที่เขียนไว้แล้วในส่วนแรกของบทวิเคราะห์ฉบับนี้ มาตรการเยียวยาเศรษฐกิจมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ไม่ใช่แค่เพิ่มหนี้ประเทศของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังเสริมเป็นแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อค่าเงินดอลลาร์อีกด้วย อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำใกล้ระดับศูนย์ก็ไม่ช่วยแต่อย่างใด แต่ในขณะเดียวกัน ประธานธนาคารเฟดสหรัฐฯ ก็กล่าวว่า แม้ว่าอัตราการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะน่าประทับใจ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเริ่มพูดถึงการจำกัดมาตรการกระตุ้นทางการคลังแต่อย่างใด นายเจอโรม พาวเวลล์ มองว่านี่ยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในทางบวก เศรษฐกิจจะต้อง “มีความคืบหน้าให้ได้มากกว่านี้” เพื่อบรรลุระดับเป้าหมายในด้านการจ้างงานและระดับเงินเฟ้อ
    แน่นอนว่าคำพูดดังกล่าวนั้นไม่เป็นผลดีต่อดอลลาร์ และยังเพิ่มกระแสความเสี่ยง แต่สำหรับอีกด้านหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติกนั้น ยังมีคำพูดจากผู้บริหารในยูโรโซนที่ฟังดูมีชีวิตชีวากว่ามากเกี่ยวกับการสั่งยุติล็อคดาวน์โดยทันที และการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซนอย่างเหนือความคาดหมาย จากการคาดการณ์ที่เห็นพ้องกันโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Bloomberg ชี้ว่า ธนาคารกลางยุโรปจะชะลอการใช้มาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ฉุกเฉิน (QE) ภายในเดือนกรกฎาคม และภายในสิ้นปีนี้จะมีการประกาศยุติมาตรการทั้งหมดให้ได้ภายในเดือนมีนาคม ปี 2022
    ปัจจัยทั้งหมดข้างต้นอาจทำให้คู่ EUR/USD ตัดทะลุแนวต้านที่ 1.2000 และทะยานขึ้นไปยังระดับสูงสุดของเดือนมกราคมที่บริเวณ 1.2300 แนวต้านในขาขึ้นนี้จะอยู่ที่ระดับ 1.2125 และ 1.2185
    อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้มีผู้เชี่ยวชาญเพียง 25% เท่านั้นที่สนับสนุนแนวโน้มตลาดกระทิง จริงอยู่ที่การวิเคราะห์กราฟให้อินดิเคเตอร์เทรนด์ 100% ในกรอบ H4 และ 90% ในกรอบ D1 ที่เห็นด้วยกับแนวโน้มดังกล่าว แต่ภาพรวมในหมู่ออสซิลเลเตอร์กลับแตกต่างออกไปเล็กน้อย มีออสซิลเลเตอร์เพียง 65% บนทั้งสองกรอบเวลาที่ให้สัญญาณสีเขียว ในขณะที่ส่วนที่เหลือให้สัญญาณแล้วว่าราคาอยู่ในโซน overbought
    นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ (50%) ตอนนี้มีท่าทีเป็นกลาง โดยเชื่อว่าทั้งฝั่งตลาดกระทิงและตลาดหมีจะอยู่ในช่วงเล่นเกม “ชักเย่อ” บริเวณระดับ 1.2000 ในอนาคตอันใกล้ แต่ชัยชนะจะยังคงเป็นของฝั่งดอลลาร์ในอนาคต และเมื่อปรับจากการวิเคราะห์รายสัปดาห์มาเป็นรายเดือน จำนวนผู้สนับสนุนตลาดหมีเพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 70% พวกเขามองว่า EUR/USD จะพยายามทดสอบระดับแนวรับในโซน 1.1700 อีกครั้ง และหากทำสำเร็จ ราคาจะปรับลงมาอีก 100 จุด
    สำหรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ เราควรให้ความสนใจกับการประชุมครั้งถัดไปของธนาคารกลางยุโรป ในวันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน โดยไม่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่พิเศษใด ๆ ในนโยบายทางการเงิน อย่างไรก็ตาม การแถลงข่าวของผู้บริหารธนาคารกลางฯ จะเป็นจุดที่น่าสนใจ นักลงทุนอาจเริ่มได้รับสัญญาณในทางบวกเกี่ยวกับแผนการของธนาคารกลางฯ และหากดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจในเยอรมนีและยูโรโซนซึ่งจะประกาศในวันถัดมาที่ 23 เมษายน ออกมาดูดีด้วยนั้น ก็จะยิ่งเป็นแรงสนับสนุนค่าเงินยูโร
  • GBP/USD ปัญหาหลังการแยกตัวของสหราชอาณาจักรออกจากอียูทั้งการขาดดุลทางการค้าเป็นอย่างมากและปัญหาการขาดดุลงบประมาณประเทศยังคงเป็นแรงกดดันต่อเงินปอนด์อังกฤษ แม้แต่ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเทียบกับค่าเงินสกุลอื่น ๆ ยังทำให้ GBP/USD ขยับได้เพียงแค่ในกรอบด้านข้าง และไม่เคยกลับมาสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างยั่งยืนแต่อย่างใด
    เงินปอนด์อังกฤษอาจมีความน่าดึงดูด โดยเฉพาะหากเงินทุนขนาดใหญ่ที่เคยออกจากประเทศไปเนื่องด้วยปัญหาเบร็กซิตเริ่มไหลกลับมาในประเทศ เงินปอนด์ยังได้รับแรงหนุนจากความสำเร็จของการฉีดวัคซีน COVID-19 ดังนั้น นักวิเคราะห์บางท่านเชื่อว่า เทรนด์ขาขึ้นระยะยาวซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2020 ก็ยังไม่จบลง และราคาคู่นี้มีโอกาสที่จะเคลื่อนที่ไปทางเหนืออีกครั้ง ผู้เชี่ยวชาญ 30% โหวตให้แนวโน้มกระทิงในขณะนี้ แต่เมื่อปรับมาเป็นการวิเคราะห์ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ จำนวนดังกล่าวเพิ่มเป็นสองเท่าถึง 60% โดยมีแนวต้านใกล้ที่สุดอยู่ที่ 1.3920 และ 1.4000
    ในระหว่างนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากการวิเคราะห์กราฟในกรอบ D1 คาดว่า ราคาจะขยับลงมายังกรอบด้านล่างที่ 1.3670-1.3920 และในกรณีที่ตัดกรอบดังกล่าวลงไป ราคาจะเคลื่อนไปยังโซน 1.3600
    ในบรรดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ที่อาจส่งผลต่อการก่อตัวของเทรนด์ในระยะสั้น เราอาจเน้นถึงการประกาศสถิติตลาดแรงงานสหราชอาณาจักรในวันอังคารที่ 20 เมษายน สถิติตลาดผู้บริโภคในวันพุธที่ 21 เมษายน และดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจของภาคบริการ Markit ในวันศุกร์ที่ 23 เมษายน ที่สำคัญยังเป็นถ้อยแถลงของ นายแอนดริว ไบเลย์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติอังกฤษ ในวันที่ 21 เมษายน ด้วยเช่นกัน
  • USD/JPY ราคาคู่นี้เริ่มต้นสัปดาห์หน้าภายในโซน 108.60-109.25 ทั้งนี้ กรอบดังกล่าวเป็นกรอบที่แคบมาก ซึ่งราคาไม่สามารถพ้นออกจากกรอบนี้ได้มาตลอดสามสัปดาห์เต็มในเดือนมีนาคม และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่นี่จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในเส้นทางการแข็งค่าขึ้นของเงินเยน การวิเคราะห์กราฟเห็นด้วยกับการคาดการณ์ดังกล่าวเช่นกัน โดยจากการวิเคราะห์กรอบเวลา H4 และ D1 ก่อนที่ราคาจะขยับลงทิศใต้ คู่ USD/JPY จะถูกบีบให้อยู่ภายในกรอบเหล่านี้เป็นเวลาอีกเจ็ดวัน
    และนักวิเคราะห์ 70% มั่นใจว่า ราคาคู่นี้จะยังคงขยับลงต่อไป แนวรับ ได้แก่ 108.35, 107.50 และ 106.00 ส่วน 30% ที่เหลือคาดการณ์ว่าราคาน่าจะดีดตัวขึ้น โดยให้แนวรับคือ 109.25 และ 110.00 ส่วนเป้าหมายคือการตัดผ่านระดับสูงสุดของวันที่ 31 มีนาคม ที่ 110.95 และขึ้นไปแตะ 111.00
  • คริปโตเคอเรนซี การคาดการณ์ที่สดใสมากที่สุดสำหรับราคาบิทคอยน์เป็นของผู้เขียนการ์ตูน The Simpsons โดยมีคำพูดถึงสินทรัพย์ทางการเงินที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทีวีในซีรีส์ใหม่ EP ที่ 18 ของซีซันที่ 32  ว่าอัตราแลกเปลี่ยนของบิทคอยน์มีสัญลักษณ์สีเขียวและสัญลักษณ์แสดงถึงความไม่มีที่สิ้นสุด
    แน่นอนว่าแนวโน้มนี้จะเป็นที่โปรดปรานในหมู่นักลงทุนเป็นอย่างมาก แต่การคาดการณ์ของเหล่าผู้เชี่ยวชาญดูถ่อมตัวมากกว่านั้น แม้ว่าพวกเขาจะมองว่าราคาบิทคอยน์จะขยับขึ้น โดยจากรายงานฉบับล่าสุดของตลาด Kraken นักวิเคราะห์ประมวลผลจากสถิติในอดีต ชี้ว่าบิทคอยน์จะเติบโต 50% ในเดือนเมษายนนี้ โดยพิจารณาว่าตั้งแต่ต้นเดือนราคาเริ่มต้นที่ $59,000 เป้าหมายการเคลื่อนที่ครั้งนี้จะไปยังระดับ $90,000 อย่างไรก็ตาม ก่อนที่การทะยานขึ้นครั้งนี้จะเริ่มขึ้น ราคาบิทคอยน์อาจมีการปรับฐานที่ประมาณ $10,000 เป็นอย่างน้อย
    สำหรับเงินคริปโตอันดับที่สอง Ethereum ตลาด Kraken ทำนายว่า ราคาอาจขยับขึ้นเป็น $15,000 นักวิเคราะห์ตลาดยังเน้นถึงความสำคัญของระดับแนวรับและแนวต้านของเหรียญอัลท์คอยน์นี้ที่ $1,462 และ $2,695 เมื่อกำหนดกราฟจากราคา ETH ในเดือน โดยใช้อัลกอริทึมแบบเส้นโค้ง พวกเขาสรุปได้ว่าราคายังคงห่างไกลจากจุดพีคของวัฎจักรแนวโน้มกระทิง ผู้เชี่ยวชาญมั่นใจว่าราคา Ethereum อาจขยับขึ้นมา 700% จากระดับเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม และขยับขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ $15,238
    การคาดการณ์ที่น้อยลงกว่าเล็กน้อยสำหรับราคาของอัลท์คอยนนี้เป็นของนักเทรดเงินคริปโตชื่อดังและเจ้าของรายการพอดแคสต์ The Wolf Of All Streets ชื่อ Scott Melker โดยเขาชี้ว่า Ethereum อาจแซงหน้าบิทคอยน์ในเรื่องความสามารถในการทำกำไรในปี 2021 และราคาเหรียญนี้อาจขึ้นไปถึง $10,000
    เขาเปิดเผยในบทสัมภาษณ์กับ Cointelegraph ว่า เขาได้เปลี่ยนกลยุทธ์ของเขาจากบิทคอยน์มาเป็น ETH ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมนี่มันถึงเป็นสิ่งที่บ้า จริง ๆ แล้ว นี่เป็นเพียงการเพิ่มขึ้นเกือบห้าเท่าของราคาปัจจุบัน ราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเมื่อปีที่แล้ว” เขากล่าวต่อผู้สื่อข่าว “มันยังทำให้ผมนึกถึงการลงทุนในอินเทอร์เน็ตในช่วงต้นปี 1990s”
    Maciej Vitkoviak มองย้อนอดีตกลับไปไกลยิ่งกว่า โดยเขาสร้าง crypto-life hack จากอุปกรณ์ที่มีอายุกว่า 40 ปี คือ โปรแกรมจำลองคอมพิวเตอร์วินเทจรุ่น Commodore-64 จากปี 1982 โดยนำมาปรับใช้ในการขุดเหรียญบิทคอยน์ นักพัฒนารายนี้ได้สร้างซอฟต์แวร์ขุดเหรียญ C64 Bitcoin Miner ขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับเครื่องพีซีของเขา เขาสาธิตที่แฮชเรต 0.2 H/s บนเครื่องจำลอง VICE ซึ่งทำให้เขาจะสามารถขุดเหรียญบิทคอยน์ได้หนึ่งบล็อกโดยใช้เวลา “เพียง” … 337 ปี และ 10 เดือน เท่านั้นเอง ☺
btcusd 19 fx sign

การวิเคราะห์ BTCUSD ภาพรวมประจำสัปดาห์นี้

เครดิต : กลุ่มวิเคราะห์ Forex โบรคเกอร์ NordFX