⋆ รวมศัพท์ที่ใช้ในตลาด forex
Skip to main content

รวมศัพท์ที่ใช้ในตลาด forex

  • Accrual  =  การจัดสรรค่าพรีเมี่ยมและค่าส่วนลดสำหรับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับค่า swap (การ Arbitrage ของดอกเบี้ย) ในระยะเวลาของธุรกรรมนั้นๆ
  • Adjustment  =  การดำเนินการอย่างเป็นทางการโดยวิธีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินเพื่อลดความไม่สมดุลในการใช้ จ่ายหรือวิธีการลดค่าเงิน
  • Appreciation  =  การแข็งค่าของสกุลเงินนั้นๆเมื่อมีอุปสงค์มากขึ้น
  • Arbitrage = การซื้อและขายในตลาดที่มีความสัมพันธ์กันเป็นจำนวนที่เท่ากันพร้อมๆกันเพื่อได้รับส่วนต่างระหว่างราคาในแต่ละตลาด
  • Ask (Offer) Price = เป็นราคาที่ตลาดต้องการขายในสกุลเงินนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาของคู่ USD/CHF เป็น 1.4532 ราคาAsk คือ 1.4532 หมายความว่าท่านต้องใช้เงิน 1.4532 Swiss francs เพื่อที่จะซื้อ 1 US dollar
  • At Best = เป็นคำแนะนำจาก Dealer ในการซื้อหรือขายในเรทที่ดีที่สุดที่จะสามารถทำได้
  • At or Better  = เป็นการสั่งให้ซื้อหรือขายในราคาที่ต้องการหรือราคาที่ดีกว่านี้
  • Balance of Trade   = จำนวนส่งออกลบด้วยจำนวนนำเข้าของประเทศนั้นๆ
  • Bar Chart =  ประเภทของกราฟซึ่งแสดง 4 ส่วนหลักคือ ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุด แสดงด้วยเส้นแนวตั้ง และราคาเปิด และราคาปิดแสดงด้วยเส้นแนวนอนเส้นเล็กๆด้านซ้ายและขวา
  • Bear Market = เป็นช่วงตลาดขาลง มีการอ่อนค่าของราคา
  • Bid Price  = เป็นราคาที่ตลาดต้องการซื้อในสกุลเงินนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาของคู่ USD/CHF เป็น 1.4527/32 ราคา Ask คือ 1.4527 หมายความว่าเมื่อท่านขายเงิน 1 US dollar ท่านจะได้รับ 1.4527 Swiss francs
  • Bid/Ask Spread = ส่วนต่างระหว่างราคา bid และราคา ask
  • Big Figure  = ทศนิยม 2 หรือ 3 หลักแรกของราคา ตัวอย่างเช่น ถ้าราคา bid/ask ของคู่ USD/JPY bid/ask เป็น 115.27/32 ดังนั้น big figure คือ 115 ถ้าราคาของคู่ EUR/USD เป็น 1.2855/58 big figure คือ 1.28 ซึ่งbig figure ส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกแสดงในราคาที่ dealer เสนอมา เช่น ถ้าราคาของคู่ EUR/USD เป็น 1.2855/58 ทาง dealer จะเขียนสั้นๆว่า “55/58”
  • Book  = เป็นประวัติสรุปออเดอร์ที่เคยทำรายการมากทั้งหมด
  • Broker  = เป็นบริษัทที่ทำหน้าที่เสมือนคนกลางระหว่างคนซื้อและคนขายเพื่อเก็บค่าธรรมเนียม
  • Bull Market   = เป็นช่วงตลาดขาขึ้น มีการแข็งค่าของราคาA market distinguished by rising prices.
  • Bundesbank   = ธนาคารกลางของประเทศเยอรมัน
  • Cable   = เป็นชื่อเรียกของคู่สกุลเงิน GBP/USD ซึ่งเริ่มจากเมื่อช่วงกลางทศวรรษที่ 1800 มีการส่งราคาผ่านทาง cable
  • Candlestick Chart = เป็นประเภทของกราฟที่แสดงราคาเปิด ปิด และสูงสุด ต่ำสุดของช่วงเวลานั้นๆ ถ้าราคาเปิดสูงกว่าราคาปิดช่องสี่เหลี่ยมระหว่างราคาเปิดและราคาปิดจะมีการแรเงาไว้ ถ้าราคาปิดสูงกว่าก็จะไม่มีการแรเงา
  • Cash Market = เป็นตลาดซื้อขาย future หรือ options
  • Central Bank  = เป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่ควบคุมนโยบายทางการเงินของประเทศ ตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางของ ประเทศอเมริกาคือ Federal Reserve และธนาคารกลางของประเทศเยอรมันคือ Bundesbank
  • Chartist  = เป็นนักลงทุนที่วิเคราะห์แนวโน้มราคาจากกราฟเป็นหลัก หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่านักลงทุนทางเทคนิค
  • Cleared Funds  = เงินที่สามารถใช้ในการเปิดการซื้อขายได้
  • Clearing   = กระบวนการในการดำเนินการซื้อขาย
  • Closed Position   = คือรายการซื้อขายที่ปิดไปแล้ว ซึ่งในการปิดการซื้อขาย นักลงทุนก็จะต้องทำการซื้อหรือขายตรงข้ามกับรายการที่ได้ทำไว้แล้ว
  • Collateral  = หลักทรัพย์ประกัน
  • Commission  = ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากโบรกเกอร์
  • Confirmation   = เอกสารที่ยืนยันเงื่อนไขข้อตกลงในการซื้อขาย
  • Contagion  = แนวโน้มของวิกฤตเศรษฐกิจที่จะแพร่กระจายไปยังตลาดอื่นๆ ซึ่งในปี 1997 ความไม่มั่นคงทางการเมืองของประเทศอินโดนีเซียทำให้เกิดความไม่แน่นอนในสกุลเงิน Rupiah ซึ่งมีผลกระทบต่อไปยังหลายประเทศในทวีปเอเชีย และต่อมาที่ทวีละตินอเมริกา ซึ่งเรียกเหตุการณ์นี้ว่า ‘Asian Contagion’
  • Contract    = หน่วยมาตรฐานของการซื้อขาย
  • Counter Currency   = สกุลเงินที่เขียนเป็นลำดับที่สองในคู่สกุลเงิน
  • Counterparty   = หนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมในการซื้อขายรายการทางการเงิน
  • Country Risk   = ความเสี่ยงในการทำธุรกรรมข้ามประเทศซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายหรือเงื่อนไขทางการเมือง
  • Cross Currency Pairs   = คู่สกุลเงินที่ไม่มี US dollar เช่น EUR/JPY หรือ GBP/CHF.
  • Currency  = เงินที่ออกโดยรัฐบาลหรือธนาคารกลางซึ่งใช้ในการซื้อขาย
  • Currency Pair  = คู่สกุลเงินที่ประกอบไปด้วย 2 สกุลเงิน ตัวอย่างเช่น EUR/USD
  • Currency Risk   = ความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงเรทของค่าเงินอย่างผันผวน
  • Day Trader   = นักลงทุนที่ทำการเปิดและปิดการซื้อขายภายในวันเดียว
  • Dealer    = เป็นบุคคลหรือบริษัทที่ทำการเปิดการซื้อขายกับอีกตลาดหนึ่งเพื่อที่จะได้รับกำไรจากค่า spread
  • Deficit    = การขาดทุน
  • Delivery    = การทำการซื้อขายโดยได้รับสินค้ามาจริงๆ
  • Depreciation   = การลดค่าของสกุลเงิน
  • Derivative    = สัญญาซื้อขายจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ ฟิวเจอร์ หรือสินค้าอื่นๆ ซึ่งออฟชั่นก็เป็น  derivative ที่นิยมซื้อขายกันมากที่สุด
  • Devaluation   = การลดค่าเงินซึ่งประกาศโดยรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่
  • EURO (ECU)   = สกุลเงินยูโร European Monetary Union (EMU) ซึ่งมาแทนที่ European Currency Unit
  • Economic Indicator = สถิติที่ประกาศจากรัฐบาลเกี่ยวกับการเติบโตและความมีเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจ โดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยอัตราการจ้างงาน, Gross Domestic Product (GDP), เงินเฟ้อ, ยอดค้าปลีก และอื่นๆ
  • End Of Day Order (EOD)   = รายการซื้อหรือขายตามราคาที่กำหนดไว้ รายการซื้อขายนี้จะเปิดไว้จนกระทั่งสิ้นสุดวันนั้นๆ โดยทั่วไปจะเป็นเวลา 5PM ET
  • European Central Bank (ECB) = ธนาคารกลางของสหภาพยุโรป
  • European Monetary Union  = จุดประสงค์ของ EMU คือการก่อตั้งสกุลเงินยูโรเพื่อใช้แทนสกุลเงินของประเทศต่างๆใน ทวีปยุโรปในปี 2002 ในวันที่ 1 มกราคา 1999 ได้เริ่มมีการทดลองใช้เงินสกุลยูโรเป็นเวลา 3 ปี และในวันที่ 1 กรกฏาคม 2002 ก็ได้มีการใช้อย่างเต็มรูปแบบ สมาชิกของ EMU ประกอบไปด้วย เยอรมัน, ฝรั่งเศส, เบลเยี่ยม, ลักเซมเบอร์ก, ออสเตรีย, ฟินแลนด์, ไอร์แลนด์, เนเธอแลนด์, อิตาลี, สเปนและโปรตุเกส (EMU)
  • Forex, FX  (Foreign Exchange Market)  = การซื้อขายสกุลเงิน โดยการซื้อหนึ่งสกุลเงินและขายอีกสกุลเงินหนึ่งเป็นคู่
  • Federal Deposit Insurance Corporation (FDIC) = หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการคุ้มครองการฝากเงินในประเทศสหรัฐอเมริกา
  • Federal Reserve      = ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา (Fed)
  • First In First Out    = กฎที่รายการซื้อขายที่เปิดก่อนจะถูกปิดก่อนในกรณีที่มาร์จินไม่พอ (FIFO)
  • Flat/square   = เป็นรายการซื้อขายที่หักล้างกัน เช่น ท่านทำรายการซื้อ $500,000 และอีกรายการนึงขาย $500,000
  • Forward  = สัญญาการซื้อขายล่วงหน้าในราคาและวันเวลาที่ได้ตกลงไว้
  • Forward Points    = จำนวน pip ที่เพิ่มหรือหักออกจากราคาปัจจุบันเพื่อที่จะคำนวณราคาล่วงหน้า
  • Fundamental Analysis   = การวิเคราะห์แนวโน้มราคาล่วงหน้าโดยการศึกษาสภาวะเศรษฐกิจและการเมืองเป็นหลัก
  • Futures Contract    = สัญญาแลกเปลี่ยนในการซื้อขายที่ราคาและวันเวลาที่ได้กำหนดไว้ ข้อแตกต่างระหว่าง Future และ Forward คือ Future โดยปกติจะเป็น Exchange=Traded Contacts (ETC) ส่วน Forward นั้นจะเป็น Over The Counter (OTC)
  • G7   = ประเทศผู้นำในด้านอุตสาหกรรม ประกอบไปด้วย สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อังกฤษ แคนาดา อิตาลี
  • Going Long   = การซื้อสินค้า เช่น หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสกุลเงิน
  • Going Short   = การขายสินค้าโดยที่ไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าเอง
  • Good Til Cancelled Order (GTC)  = การซื้อขายสินค้าในราคาที่กำหนดไว้ รายการจะยกเลิกเมื่อมีคำสั่งจากลูกค้าเท่านั้น
  • Gross Domestic Product = ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
  • Gross National Product = ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ คือ Gross domestic product บวกด้วยรายได้จากการลงทุนหรือการ  ทำงานต่างประเทศ
  • Hedge   = การเปิดรายการซื้อขายตรงข้ามกับรายการที่มีอยู่เพื่อลดความเสี่ยงลง
  • Hit the bid   = การยอมรับการขายที่ราคา bid
  • Inflation    = สภาพเศรษฐกิจที่ราคาของสินค้าได้เพิ่มสูงขึ้น ทำให้อำนาจการซื้อของประชาชนลดลง
  • Initial Margin   = เงินประกันเริ่มต้นที่ต้องใช้ในการเปิดการซื้อขาย
  • Interbank Rates   = อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างธนาคารต่างประเทศ
  • Intervention   = การแทรกแซงค่าเงินของธนาคารกลางเพื่อควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน
  • Kiwi    = คำแสดงของสกุลเงินดอลลาร์ประเทศนิวซีแลนด์
  • LIBOR = ย่อมาจาก London Inter=Bank Offered Rate ซึ่งธนาคารต่างๆจะใช้เรท LIBOR เมื่อทำการยืมเงินจากธนาคารอื่น
  • Leading Indicators = ค่าสถิติที่ใช้คาดการณ์สภาวะทางเศรษฐกิจล่วงหน้า
  • Leverage = เป็นอัตราส่วนเพื่อที่จะใช้คำนวณมาร์จินในการซื้อขาย
  • Limit order = เป็นรายการซื้อขายที่ตั้งราคาไว้ล่วงหน้าว่าจะทำการซื้อขายที่ราคาเท่าไหร่ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในตลาดที่มีราคาขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
  • Liquidation = การปิดรายการซื้อขายที่มีอยู่โดยใช้วิธี offsetting transaction
  • Liquidity = ความสามารถในการรับการซื้อขายปริมาณมากๆโดยที่มีผลกระทบต่อราคาน้อยที่สุด
  • Long position = รายการซื้อ รายการนี้จะได้กำไรเมื่อสินค้าที่เราทำรายการมีราคาสูงขึ้น
  • Lot = หน่วยของสัญญาที่ใช้ในการเทรด
  • Margin = จำนวนเงินประกันที่ใช้ในการเปิดออเดอร์
  • Margin Call = การแจ้งเตือนจากโบรกเกอร์หรือดีลเลอร์เพื่อแจ้งว่ามาร์จินเหลือน้อยแล้ว
  • Mark-to-Market = การคำนวณกำไรขาดทุนของรายการซื้อขายโดยให้สะท้อนกับราคาตลาดในปัจจุบัน
  • Market Maker = ดีลเลอร์ที่ส่งราคา bid และ ask และพร้อมที่จะทำรายการซื้อขายในสินค้าต่างๆ
  • Market Risk = ความเสี่ยงจากการขึ้นลงของตลาด
  • Maturity = วันที่หมดสัญญาการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน
  • Net Position = จำนวนรายการซื้อขายทั้งหมดโดยไม่มีการหักล้างรายการที่เปิดตรงข้ามกัน
  • Offer (ask) = ราคาที่ดีลเลอร์ต้องการขาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่คำศัพท์ Ask (offer) price
  • Offsetting transaction = การซื้อขายที่เปิดตรงกันข้ามกับรายการที่มีอยู่เพื่อลดความเสี่ยง
  • One Cancels the Other Order (OCO) = เป็นการประมวลผลของ 2 ออเดอร์ ถ้าออเดอร์ใดออเดอร์หนึ่งได้เปิดการซื้อขายแล้ว อีกออเดอร์หนึ่งจะถูกยกเลิกอัตโนมัติ
  • Open order = ออเดอร์ที่ได้รับการประมวลผลเมื่อราคาได้มาถึงราคาที่มีการตั้งซื้อขายไว้ ซึ่งปกติก็จะเชื่อมโยงกับ Good ’til Cancelled Orders.
  • Open position = เป็นรายการซื้อขายที่กำลังอยู่ในตลาด ยังไม่มีการคิดกำไรขาดทุนจนกว่าจะปิดรายการ
  • Order = การสั่งการซื้อขายตามที่ได้ตั้งราคาไว้
  • Over the Counter (OTC) = เป็นการอธิบายถึงรายการซื้อขายที่เกิดขึ้นนอกตลาด
  • Overnight Position = การซื้อขายที่เปิดข้ามวัน
  • Pips = หน่วยทีเล็กที่สุดของราคาของคู่สกุลเงิน ตัวอย่างเช่น คู่สกุลเงิน EURUSD 1 pip จะเท่ากับ 0.0001 ซึ่งอาจจะเรียกว่า Point ก็ได้
  • Political Risk = การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลที่จะมีผลอย่างมากต่อรายการซื้อขายของนักลงทุน
  • Position = รายการซื้อขายสุทธิของสกุลเงินนั้นๆ
  • Premium = จำนวนที่ราคาของ forward หรือ future เกินไปจากราคา spot
  • Price Transparency = การแสดงราคาให้กับนักลงทุนทุกคนเพื่อความเท่าเทียมกันในการซื้อขาย
  • Profit /Loss or “P/L” or Gain/Loss = ยอดกำไรหรือขาดทุนจากรายการซื้อขายทั้งหมด (รายการที่ได้ทำการปิดเรียบร้อยแล้วบวกหรือลบด้วยยอดกำไรขาดทุนของรายการที่ยังเปิดค้างอยู่)
  • Quote = ราคาตลาดที่แสดงเพื่อทำการซื้อขาย
  • Rally = การเพิ่มขึ้นของราคาหลังจากราคาได้ตกลงมาเป็นเวลาช่วงหนึ่ง
  • Range = ส่วนต่างระหว่างราคาสูงสุดและราคาต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่งๆ
  • Rate = อัตราส่วนของราคาในสกุลเงินหนึ่งเมื่อเทียบกับสกุลเงินหนึ่ง
  • Resistance = เป็นคำที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคซึ่งจะเป็นการวิเคราะห์ว่าคนส่วนใหญ่จะทำการขายที่ราคานี้
  • Revaluation = การเพิ่มขึ้นของค่าเงินอันเนื่องมาจากการแทรกแซงของธนาคารกลาง ตรงข้ามกับ Devaluation.
  • Risk = ความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ไม่แน่นอน
  • Risk Management = การวิเคราะห์และใช้เทคนิคการเทรดในการลดความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น
  • Roll-Over   = กระบวนการในการซื้อขายที่มีการทิ้งไว้ข้ามวัน ซึ่งกระบวนการนี้ก็จะมีค่าใช้จ่าย(หรือรายได้)จากส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่าง 2 สกุลเงิน
  • Round trip = การซื้อและขายในสกุลเงินหนึ่งๆ
  • Settlement = กระบวนการที่รายการซื้อขายได้ถูกบันทึกไว้ ซึ่งการซื้อขายนี้อาจจะไม่ได้เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้ากันจริงๆก็ได้
  • Short Position = เป็นรายการซื้อขายที่จะได้กำไรเมื่อราคาของสินค้านั้นๆตกลงมา
  • Spot Price = ราคาตลาดปัจจุบัน
  • Spread = ส่วนต่างของราคา bid และ offer
  • Square = การที่มีรายการซื้อและรายการขายที่หักล้างกันทั้งหมด
  • Sterling = คำสแลงของสกุลเงินปอนด์
  • Stop Loss Order = เป็นออเดอร์ที่มีการตั้งจุดขาดทุนไว้เพื่อที่จะจำกัดความเสี่ยงในกรณีที่ราคาไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนวิเคราะห์ไว้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเปิดออเดอร์ซื้อที่ราคา 156.27 นักลงทุนก็อาจจะตั้ง stop loss ไว้ที่ 155.49 เมื่อราคาตลาดมาถึงราคานี้ออเดอร์ก็จะปิดให้อัตโนมัติ
  • Support Levels = เป็นแนวรับที่ตรงข้ามกับแนวต้าน (Resistance) แนวรับนี้จะเป็นแนวที่นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำการซื้อ
  • Swap = ดอกเบี้ย swap เป็นดอกเบี้ยที่เราจะได้หรือเสียไปเมื่อเราทำการเปิดออเดอร์ทิ้งไว้ข้ามคืน
  • Swissy = เป็นคำศัพท์สแลงจากสกุลเงินฟรังก์ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์
  • Technical Analysis = การวิเคราะห์แนวโน้มโดยใช้ข้อมูลตลาดย้อนหลัง เช่น ราคา, ปริมาณซื้อขาย, ดอกเบี้ย และอื่นๆ
  • Tick = การเปลี่ยนแปลงของราคาขึ้นลงในแต่ละครั้ง
  • Tomorrow Next (Tom/Next) = การปิดการซื้อขายสกุลเงินในวันปัจจุบันและกลับมาเปิดรายการอีกในวันถัดไป เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับเงินจริงๆจากการซื้อขายนี้
  • Transaction Cost = ต้นทุนในการทำรายการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน
  • Transaction Date = วันที่ทำรายการซื้อขาย
  • Turnover = จำนวนเงินทั้งหมดที่ทำรายการซื้อขายไปในช่วงเวลาหนึ่งๆ
  • Two-Way Price = การแสดงราคา bid และ offer
  • US Prime Rate = อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารของสหรัฐอเมริกาให้ลูกค้าองค์กรกู้ยืม
  • Unrealized Gain/Loss = ยอดกำไรขาดทุนสำหรับรายการซื้อขายที่ยังไม่ได้ปิดในขณะนั้น ถ้ารายการซื้อขายนั้นปิดแล้วก็จะเป็นกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง
  • Uptick = ราคาตลาดใหม่ที่แสดงขึ้นมาสูงกว่าราคาก่อนหน้านี้
  • Uptick Rule = ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีเงื่อนไขว่าจะไม่สามารถเปิดรายการขายได้ถ้ารายการซื้อขายล่าสุดมีราคาไม่ต่ำกว่าราคาที่นักลงทุนกำลังจะขายต่อไป
  • Value Date = วันที่ตกลงทำสัญญาซื้อขาย ตัวอย่างเช่น ในตลาด spot value date คืออีก 2 วันถัดไป หรืออาจจะเรียกว่า maturity date ก็ได้
  • Variation Margin = เงินประกันที่ทางโบรกเกอร์ให้สำรองไว้เมื่อทำการซื้อขาย
  • Volatility (Vol) = การวัดสถิติความเคลื่อนไหวของราคาในเวลาหนึ่งๆ
  • Whipsaw = เป็นรูปแบบราคาที่ขึ้นไปอย่างรวดเร็วและหลังจากนั้นก็ตกลงมาเร็วเช่นกัน
  • Yard = คำสแลงของพันล้าน